Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Oh My Ghost Clients เรื่องวุ่น ๆ ของลูกความผีที่จะทำให้คุณมีน้ำตา!

Oh My Ghost Clients เรื่องวุ่น ๆ ของลูกความผีที่จะทำให้คุณมีน้ำตา!

ภาพจาก FB: MBC 드라마

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดเฟซบุ๊กมากี่ทีก็เป็นต้องเจอโพสต์จากเพจรีวิวซีรีส์บ้าง หรือโพสต์จากกลุ่มคนที่เป็นที่รู้จักในเฟซบุ๊กบ้าง ที่เขียนอวยซีรีส์ไทยเรื่องหนึ่งใน Netflix ที่เพิ่งลงสตรีมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่เป็นคนหนึ่งที่ได้อ่านรีวิวหลายโพสต์มาก จนต้องยอมรับว่าเป็นซีรีส์ไทยที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ แต่เพราะเป็นซีรีส์ความยาว 7 ตอนที่ปล่อยสตรีมรวดเดียวจบ แต่ละตอนความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง และแต่ละรีวิว (รวมถึงคอมเมนต์ในรีวิว) ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตอนแรกตั้งใจเปิดดูขำ ๆ แต่รู้ตัวอีกทีคือจบ 7 ตอน ฟ้าสว่างพอดี นี่เลยยังไม่กล้าเปิดดู ด้วยช่วงนี้อ่อนเพลียเพราะนอนน้อย รู้สึกจะวูบตลอด นิสัยนอนน้อยแต่นอนนะเริ่มไม่เวิร์ก เลยต้องดองซีรีส์เรื่องนั้นไว้ก่อน

และในขณะไถเฟซบุ๊กไปเรื่อย ๆ ก็เจอว่ามีซีรีส์อีกเรื่อง (แต่เป็นซีรีส์เกาหลี) เพิ่งปล่อยสตรีมใน Netflix เหมือนกัน แต่ทยอยปล่อยมาทีละตอนตามที่ออนแอร์ที่เกาหลี รีวิวบอกว่าสนุกแล้วก็ฮา เลยแบบเอาวะ ไม่ต้องอดนอนยาว 7 ชั่วโมงให้มีเรื่องมาเขียนงาน แค่ 2 ตอน 2 ชั่วโมงก็พอไหวอยู่ แล้วเดี๋ยวคืนวันศุกร์จัดตอนล่าสุดอีกตอน ก็จะมีซีรีส์มาเขียนคอลัมน์ได้แล้ว

ภาพจาก FB: MBC 드라마

Oh My Ghost Clients หรือชื่อไทยใน Netflix ว่า ให้ตายเถอะ ลูกความผี เป็นซีรีส์ที่เปิดดูตอนแรกจบก่อนที่จะไปหาเรื่องย่อมาอ่านเสียอีก ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังกับพล็อตเรื่องใหม่ ๆ ของซีรีส์เกาหลีเลย ความแฟนตาซีระหว่างคนกับผีที่ต้องทำงานด้วยกันอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ก็จริง แต่พล็อตที่ว่าทนายความแรงงานกับลูกความผีที่เป็นอดีตลูกจ้างขององค์ใดองค์กรหนึ่งนี่สิที่ไม่ธรรมดา ลูกความที่เป็นผี คืออดีตลูกจ้างที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน ลูกจ้างที่ต้องทำงานในสถานประกอบการที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย หรือลูกจ้างที่ถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน เข้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากทนายความคดีแรงงาน ภารกิจนี้ดูจะวายป่วงอยู่พอสมควร

Oh My Ghost Clients เล่าเรื่องราวของอดีตทนายความที่สำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง เขาเคยเป็นคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องความยุติธรรมขนาดนั้น ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะทำงานสักเท่าไร และไม่มีความสุขกับการทำงาน เขาทำงานเพียงเพื่อแค่อยู่ไปวัน ๆ เขาจึงลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่ท้าทายกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน คือการนำเงินไปลงทุนในคริปโตแบบที่เพื่อนแนะนำ เพราะเห็นว่าผลตอบแทนมันงอกงามจนน่าอิจฉา แต่สุดท้ายกลับเจ๊งไม่เป็นท่า หมดตัวเนื่องจากเอาเงินชดเชยไปใช้ลงทุนจนหมด แถมเมียยังเก็บซื้อผ้าหนีอีก (โดนเมียด่าก่อนที่จะไปด้วย 555) จากที่คิดว่าได้ใบผ่านทางสู่ชีวิตใหม่ เขากลับต้องมากระเสือกกระสนเอาตัวรอดด้วยการกลับมาเป็นทนายอีกครั้ง

ภาพจาก FB: MBC 드라마

แม้ว่าจะสอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายแรงงาน แต่เขากลับไปทำงานที่เดิมไม่ได้ ด้วยผู้ใหญ่ที่เคยบอกว่าจะช่วยลาออกไปแล้ว เขาจึงเปิดสำนักงานเป็นของตัวเอง การดำเนินกิจการของเขาดำเนินไปแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่มีใครเข้ามาว่าจ้างให้ไปว่าความเกี่ยวกับคดีแรงงาน ค่าเช่าตึกสำนักงานก็โดนทวงทุกวัน จะมีก็แต่น้องสาวของภรรยาที่ยื่นมือมาคอยช่วยเหลือพี่เขยแบบหวังผลเป็นเงินเดือนที่ตรงเวลาทุกเดือน และเธอผู้นี้ก็ไปลากเพื่อนหนุ่มที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์มาช่วยงานด้วย เพื่อให้มีเงินทำสำนักงานต่อ พวกเขาจึงตระเวนไปตามโรงงานต่าง ๆ ที่หละหลวมเรื่องการคุ้มครองแรงงานและการดูแลลูกจ้างตามกฎหมาย เพื่อทำคอนเทนต์แลกเงินปิดปาก

แต่แล้วที่โรงงานแห่งหนึ่ง มันไม่ง่ายเลยที่พวกเขาจะไปแบล็กเมล์คนพวกนี้ และระหว่างนั้นก็เกิดอุบัติเหตุในโรงงานขึ้นจนเขาเกือบเสียชีวิต เพื่อแลกกับการไม่ตาย เขาจึงเซ็นสัญญากับใครก็ไม่รู้ที่จู่ ๆ ก็โผล่มาโดยไม่มีที่มาที่ไป หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเห็นผี และเห็นเบื้องหลังการตายอย่างไม่ยุติธรรมของผีเหล่านั้น พวกเขาทั้ง 3 คนจึงต้องค้นหาความจริงเบื้องหลังการทำงานที่ทำให้คนเหล่านั้นตาย ความจริงสุดสยองที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก และคอยช่วยเหลือแก้คดีต่าง ๆ จากคำขอของผี คลายความคับแค้นใจให้คนที่ตายอย่างเลือดเย็นเพราะนายจ้างด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ เขาจึงเป็นกระบอกเสียให้กับเหล่าผี ค่อย ๆ เปลี่ยนโลกของแรงงาน และเติบโตเป็นทนายความแรงงานอย่างแท้จริง

ภาพจาก FB: MBC 드라마

จริง ๆ ที่เรื่องนี้น่าดู เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะมันมีส่วนที่เชื่อมโยงไปหาซีรีส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วยแหละมั้ง ซีรีส์เรื่องนั้นบอกเล่าความแตกสลายของหนุ่มสาววัยทำงาน แล้วเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับบรรดาอดีตลูกจ้างที่ปัจจุบันเป็นผี พวกเขาล้วนแล้วแต่มีจุดจบที่น่าเศร้า และที่สำคัญ คือมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตและความคิดของพระเอกด้วย จากที่เขาเริ่มต้นเป็นทนายความแรงงานเพราะได้ยินมาว่าเงินดี แต่กลับเริ่มค้นพบว่าคนที่มาหาทนายแรงงาน มักไม่ได้มาด้วยเหตุผลที่น่ายินดีหรือว่ามีความสุขอะไร มาเพราะถูกนายจ้างเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และลูกความของเขาก็ดันเป็นผีที่ตายเพราะนายจ้างนั่นเอง

การมีงานให้ทำในวัยนี้ถือว่าเป็นบุญหัวแล้ว ตอนที่ยังหาเงินได้ ก็ควรหาไว้ให้ได้มากที่สุดสิ

นี่แหละ! นี่แหละคือเหตุผลหลักที่ว่าทำไมลูกจ้างหลายคนถึงยอมที่จะโดนเอาเปรียบ ยอมโดนกดขี่ข่มเหงทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ตนเองได้รับนั้นมันไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะบางคนนี่ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้กฎหมายแรงงานด้วยนะ เขารู้ และพวกเขารู้ด้วยว่าการต่อสู้ในหลาย ๆ กรณี ผลลัพธ์สุดท้ายมัน “ไม่คุ้ม” ที่จะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง สิ่งหนึ่งที่พวกเรารู้กันดีโดยสัญชาตญาณก็คือ การมีเรื่องมีราวกับนายจ้าง หรือหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไปเขย่าขาเก้าอี้ของคนที่มีอำนาจในองค์กรในเลเวลที่ต้องพึ่งกฎหมาย ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ร้อยทั้งร้อยคือจบไม่สวย และที่สำคัญกว่าคือ มันไปถึงจุดแตกหักแน่นอน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นล่ะ ลองพิจารณาดู

ภาพจาก FB: MBC 드라마

คำตอบก็คือมีอยู่ 2 กรณีหลัก ๆ กรณีแรก ถ้าฝ่ายลูกจ้างชนะ คิดว่าบรรยากาศหลังการต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายที่ยืดเยื้อในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มันจะแฮปปี้ดี๊ด๊าจนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นสามารถกลับไปร่วมงานกันได้จริงเหรอ จะไม่รู้สึกอึดอัดหรือลำบากใจอะไรเลยจริง ๆ เหรอที่ต้องกลับมาทำงานด้วยกัน มองหน้ากันติดเหรอ ถ้าอย่างนั้นแล้วปลายทางของกรณีนี้จะไปจบลงที่ตรงไหน องค์กรหรือนายจ้างคงไม่ได้กระทบอะไรขนาดนั้นอยู่แล้ว อาจจะโดนลงโทษตามกฎหมายหรือมีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีบ้าง แต่ไม่นานเดี๋ยวคนก็ลืม อีกอย่างคนยังต้องการมีงานทำเพราะงานทำให้คนมีเงินใช้ สุดท้ายองค์กรหรือนายจ้างก็ยังได้ไปต่อ ยิ่งองค์กรใหญ่ ๆ สายป่านยาว ๆ นะ ยากที่จะล้ม

แต่ตัวลูกจ้างสิ อาจเหมือนโดนบีบให้ต้องลาออกในทางอ้อม ไม่สามารถที่จะอดทนทำงานอยู่ที่นั่นต่อในสภาพแวดล้อมที่ชวนอึดอัดใจแบบนั้นได้หรอก ถึงจะเป็นคนชนะคดีมาก็เหอะ แล้วเชื่อไหมว่ายังไงก็ต้องมี (ต่อให้มีแค่คนเดียวก็ตาม) ลูกจ้างด้วยกันเองนี่แหละที่จะกล่างโทษว่าลูกจ้างคนที่เป็นตัวต้นเรื่องเอาความไม่เป็นธรรมที่ได้รับไปร้องเรียน “คือตัวปัญหา” ทำให้องค์กรหรือนายจ้างต้องเข้าไปพัวพันต่อสู้คดีแรงงานนาน ๆ จนส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในองค์กรที่ทำให้พวกเขาเดือดร้อนไปด้วย ทั้งที่การต่อสู้ของลูกจ้างคนนั้นทำก็เพื่อสวัสดิภาพของทุกคนที่อยู่ในฐานะลูกจ้างด้วยกัน คนกลุ่มนั้นจะมองว่าทำไมไม่อดทน แค่ก้มหน้าก้มตาทำแบบไม่มีปากมีเสียง มันยากนักหรือไง!

ภาพจาก FB: MBC 드라마

ส่วนในกรณีที่สอง เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ทั้งจากละคร (อย่างเรื่องล่าสุดก็คือซีรีส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Our Unwritten Seoul พาร์ตของพระเอกที่เป็นทนายความ หน้าที่ของเขาคือการพยายามช่วยลูกความที่เป็นนิติบุคคลที่ถูกพนักงานในองค์กรร้องเรียน ต้องทำให้องค์กรชนะพนักงานตัวเล็ก ๆ ให้ได้ด้วยเล่ห์กลที่เป็นช่องโหว่ของกฎหมาย) และในข่าว พวกองค์กรใหญ่ ๆ มักจะมีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายที่รู้ลู่ทางการเอาชนะทางกฎหมาย หรือไม่ก็จ้างสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาต่อสู้กับลูกจ้างตัวเล็ก ๆ และหาทางเอาชนะให้ได้ หนักหน่อยอาจจะถึงขั้นมีการยัดใต้โต๊ะ ติดสินบนให้มีการตัดสินคดีในแบบที่ไม่ยุติธรรมก็ได้เช่นกัน เพื่อที่จะนายจ้างจะได้ไม่ต้องเสียอะไรเลยให้กับลูกจ้าง องค์กรจบสวย ๆ

ในกรณีที่สองนี้ แน่นอนว่าคนเป็นลูกจ้างที่แพ้คดี ก็ต้องเก็บข้าวเก็บของออกไปจากองค์กรอย่างเงียบ ๆ นั่นเอง ซึ่งเมื่อกลับมาพิจารณาทั้งสองกรณี สุดท้ายแล้วคนที่เป็นลูกจ้างก็เป็นฝ่ายรับจบอยู่ดี ต้องออกจากองค์กรคู่กรณีมาหางานใหม่ทำ และเผลอ ๆ มันไม่ได้จบแค่การเดินออกมาจากองค์กรนั้นด้วยนะ เพราะโลกของการทำงาน โดยเฉพาะในแวดวงเดียวกัน สังคมมันเล็กมาก ยิ่งถ้ามีการต่อสู้คดีด้วยแล้วล่ะก็ ระดับนายจ้างด้วยอาจจะมีการไปคุยกันลับ ๆ เพื่อติดแบล็กลิสต์ลูกจ้างตัวปัญหาที่ถ้ารับเข้ามาทำงานก็อาจจะก่อเรื่องให้ที่ใหม่นี้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลแบบที่เก่าที่ออกมา หรือจริง ๆ อาจไม่ต้องทำแบบนั้น ในประวัติงานก็อาจจะมีบอก ว่าออกจากที่เก่ามาเพราะมีเรื่องขึ้นศาลแรงงาน

ภาพจาก FB: MBC 드라마

พูดกันตามจริง แทบจะไม่มีนายจ้างที่ไหนอยากรับลูกจ้างประวัติแบบนี้เข้ามาทำงานในองค์กรหรอก เพราะกลัวว่าจะมาสร้างปัญหาแบบเดิมให้องค์กรของตัวเอง โดยเฉพาะนายจ้างที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายแรงงานเท่าที่ควร ด้วยกฎหมายแรงงานหลายส่วนมันทำให้นายจ้างเสียเปรียบลูกจ้าง แต่มันเป็นกฎหมายไง! ทางที่ดีก็หลีกเลี่ยงพวกลูกจ้างหัวหมอที่รู้กฎหมายแรงงาน รู้จักสิทธิที่ตัวเองต้องได้รับจากการทำงาน หรือพวกที่สู้คน ไม่ยอมโดนเอาเปรียบไปเลยง่ายกว่า แล้วทีนี้เห็นหรือยังว่าทำไมลูกจ้างหลายคนถึงไม่อยากจะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง การต่อสู้ที่ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ พวกเขาก็ต้องรับจบ การไม่มีงานทำ ไปที่ไหนก็ไม่มีใครรับ หาเงินไม่ได้ ชีวิตพังทั้งชีวิตเลยนะ พวกเขาจึงต้องแลก ยอมอดทนที่จะโดนเอาเปรียบ โดนกดขี่ เพื่อให้ยังมีงานทำ หาเงินใช้ได้ และไม่เดือดร้อนทีหลัง

เหมือนว่าโลกนี้จะมีคนที่ไม่มีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตตัวเองเยอะกว่าที่คิดนะ

และประเด็นนี้ก็สืบเนื่องมาจากประเด็นก่อนหน้า การที่ลูกจ้างบางคนต้องอดทนกับการทำงานที่โดนเอาเปรียบ ต้องยอมทำงานอยู่ในองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเงียบ ๆ เขาให้ทำอะไรก็ต้องทำทั้งที่มันผิดสัญญาการจ้างงานในทีแรก เพราะหลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีสิทธิ์จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองเท่าที่ควร เพราะอะไร เพราะคนทำงานทุกคนมี “ความรับผิดชอบ” อยู่เบื้องหลัง ความรับผิดชอบที่เป็นเหตุให้คนทุกคนต้องลุกขึ้นมาทำงานไง ส่วนหนึ่งคือความรับผิดชอบในหน้าที่การงานที่ทำอยู่ หลายคนใจไม่เด็ดพอที่จะโยนทิ้งงานที่ตัวเองเป็นคนรับผิดชอบมาตั้งแต่ต้น และอีกส่วนคือ “ชีวิตมีค่า” ให้รับผิดชอบ มีค่าใช้จ่ายรอเราอยู่ทุกเดือน

ภาพจาก FB: MBC 드라마

ถ้าไม่ทำงานจะมีเงินได้ยังไง แล้วถ้าไม่มีเงินมาจ่ายสารพัดใบแจ้งหนี้ที่วนเวียนมาเรียกเก็บได้ทุกเดือน ชีวิตจะเป็นยังไงต่อ สุดท้ายมันก็เลยวนกลับมาที่เรื่องเงินนั่นแหละ คนหลายคนจำเป็นต้องอดทนเพราะต้องใช้เงิน มีค่าใช้จ่ายให้ต้องจ่ายทุกวัน จึงต้องมีงานทำ ถึงจะโดนเอาเปรียบ ถึงจะเป็นทุกข์อยู่ทุกเช้าที่ต้องตื่นไปทำงาน ถึงจะรู้สึกยากลำบากแค่ไหนก็ลาออกไม่ได้ ถ้ายังไม่มีงานใหม่มารอจ่อให้เริ่มงานทันที สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเข้าใจดีก็คือบรรดาค่าใช้จ่ายที่รอจ่ออยู่ทุกเดือนนั้น หากเรายอมที่จะสบายใจกับการเดินออกจากงานมา ก็ต้องมานั่งกลุ้มใจว่าจะเอาเงินที่ไหนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายพวกนั้นอยู่ดี ฉะนั้น ยอมที่จะทนทุกข์ทรมานกับการทำงานดีกว่า อย่างน้อยก็มีเงินให้ใช้ในทุกเดือน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้นหรอกที่ทำให้คนเราต้องอดทน (แต่มันเป็นเรื่องหลักของทุกเรื่อง) ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ทำให้เราต้องอดทนทั้งนั้น แม้ว่าจะเจอเข้ากับนายจ้างที่เอาเปรียบ หัวหน้างานที่ไม่มีวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ เพื่อนร่วมงานที่เป็นพิษ หรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่มีความปลอดภัยอะไรเลย แต่ละคนล้วนมีเหตุผลของตัวเองที่จะต้องอดทนเพื่อรับผิดชอบชีวิตตัวเอง แบบตัวละครผีที่เข้ามาขอให้พระเอกช่วยเหลือในซีรีส์เลย คนแรกเป็นนักศึกษาฝึกงานที่โรงเรียนส่งไปฝึกงานภาคสนามที่โรงงานผลิตเหล็กกล้า และอีกคนเป็นพยาบาลจบใหม่ ที่ต้องทำงานในโรงพยาบาลตามสัญญาเพื่อใบรับรอง แต่ที่น่าเศร้าก็คือ ทั้งคู่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูผลลัพธ์ความอดทนของตัวเอง

ภาพจาก FB: MBC 드라마

กรณีของเด็กนักศึกษาฝึกงาน เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงานในโรงงานที่ละเลยเรื่องกฎหมายความปลอดภัย การเสียชีวิตของเขาถูกปิดเงียบไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง โรงเรียนต้นสังกัดปิดปากเพราะห่วงเรื่องภาพลักษณ์ กลัวจะรับสมัครนักเรียนใหม่ยาก ทั้งยังห่วงเรื่องสถิติการเพิ่มอัตราการจ้างงานของเด็กที่ถูกส่งไปฝึกงานด้วย เพราะเด็กที่ถูกส่งไปฝึกงาน ถ้าทำได้ดีก็จะถูกจ้างถาวร เป็นหน้าเป็นตาให้กับโรงเรียน

ส่วนโรงงานก็บิดเบือนข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุ ว่าการที่มีคนตายในโรงงานนั้นเป็นความผิดพลาดของระบบรักษาความปลอดภัยของโรงงาน และจริง ๆ ก็เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบหากเด็กคนนี้รอดชีวิตมาฟ้องด้วย ทีแรกเด็กคนนี้อาจไม่ตายด้วยซ้ำถ้าพยายามช่วยเขาออกจากเครื่องพับเหล็อกที่ดูดเข้าไป แต่ปล่อยให้เด็กตายและโทษว่าเป็นความผิดเด็กที่เข้ามาเปิดเครื่องทำงานเองโดยไม่ได้รับคำสั่ง ก็คนตายพูดไม่ได้อะนะ ส่วนเด็กคนนี้ เขาจำต้องอดทนอยู่ในโรงงานที่สภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย ก็เพราะโดนขู่ว่าจะไม่จ้างเป็นพนักงานประจำหลังจบการฝึกงาน มันจะมีปัญหาตามมาอีกเยอะหากเขาทำตัวมีปัญหา

ภาพจาก FB: MBC 드라마

ส่วนกรณีของพยาบาลจบใหม่ เธอเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย เพราะไม่สามารถจะอดทนมีชีวิตอยู่ได้อีกแล้ว ด้วยความที่เพิ่งเรียนจบทำงานที่นี่เป็นที่แรก แล้วก็เป็นที่ที่ครอบครัวอยากให้ทำด้วย (ฟีลแบบโรงพยาบาลใหญ่ มีชื่อเสียง) ทุก ๆ วัน เธอต้องเหนื่อยจากการทำงานที่ต้องเข้าเวรทุกวันจนแทบไม่ได้พักผ่อน พอมีเรื่องผิดพลาด เธอก็จะโดนหัวหน้าพยาบาลด่ากราดแบบไม่ไว้หน้า ซึ่งอันที่จริงเป็นเพราะยัยหัวหน้าพยาบาลมีปัญหาส่วนตัวแล้วเอามาลงที่เธอเพราะรู้ว่าเธอต้องยอมโดนจิกด้วยความเป็นเด็กใหม่ และจะลาออกก็ไม่ได้อีก เนื่องจากถ้าทำงานไม่ถึงปีจะไม่ได้ใบรับรองประสบการณ์การทำงาน จะไปทำงานที่ไหนก็ไม่ได้แล้วทีนี้

ที่สำคัญ ปัญหาที่เจอยิ่งหนักหน่วง เพราะเธอเจอหมอที่สั่งยาผิดแล้วโยนความผิดมาให้เธอรับผิดชอบอีก เธอต้องขอโทษในสิ่งที่ไม่ได้ทำ โดนญาติคนไข้ขู่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แถมอาจารย์หมอก็ช่วยหมอที่ทำผิดปกปิดความผิด ทำเป็นอ้างว่าหมอที่ทำผิดจะซวยเพราะโดนคนไข้ฟ้อง หมดอนาคตเอาได้ทั้งที่อุตส่าห์ลำบากลำบนเรียนหมอมาขนาดนี้แล้ว แต่ที่จริงก็แค่กลัวว่าโรงพยาบาลจะต้องซวยไปด้วยเท่านั้นเอง เมื่อชีวิตมันมืดไปหมด ไร้ความหวัง และตัวเธอก็แบกรับต่อไปไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

ภาพจาก FB: MBC 드라마

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเองที่ต้องอดทนอยู่กับสิ่งที่ยากจะอดทน มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ทุกคนต้องยอมทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ไม่มีความปลอดภัย หรือทนทำงานอยู่กับคนที่เป็นพิษ พวกเขาไม่ได้มีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองมากขนาดนั้น ไม่มีสิทธิ์จะตกงานเพื่อพักผ่อนนาน ๆ เพราะชีวิตต้องใช้เงินทุกวัน ไม่อยากลุกขึ้นมาต่อกรอะไรกับองค์กรที่เอาเปรียบตัวเองเพราะคำนวณแล้วว่าตัวเองจะเดือดร้อน จ้างทนายแรงงานก็ต้องใช้เงินอีก ไม่กล้าลุกขึ้นมากรี๊ดใส่หน้าหัวหน้าที่ด่ากราดไม่มีเหตุผลเพราะกลัวถูกไล่ออกและต้องตกงาน มันก็วนกลับไปเรื่องเงินเหมือนเดิม ที่ว่าไม่อยากทำงานที่นี่แล้วก็ลาออกสิยากตรงไหน ปัจจัยหลาย ๆ อย่างของคนบางคนมันไม่ได้ง่ายที่จะตัดสินใจทำแบบนั้นหรอกนะ

จริง ๆ มันก็เหมือนกับมีมในเฟซบุ๊กที่คนทำก็คงทำขึ้นมาขำ ๆ แต่ก็ตลกร้ายไม่น้อย ที่ว่า “ข้าพเจ้าตื่นมาทำงานเพราะเป็นหน้าที่ (บ้างก็ว่าเพราะเป็นหนี้ หรือจะเก็บเงินไปคอนเสิร์ต) เท่านั้น มิใช่ทำเพราะอยากทำหรือขยัน” และ “ถึงจะขี้คร้านแค่ไหน แต่ก็มาทำงานทุกวัน” มันสะท้อนว่าการทำงานที่ไม่ได้มีความสุขจนอยากจะลาออกแค่ไหนก็ทำไม่ได้ เพราะมีหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบ จึงต้องมาทำงานทุกวัน ถึงมันจะฟังดูเป็นคำพูดของคนขี้แพ้ที่ชีวิตไม่อยากจะเอาอะไรเลย แต่มันอาจจะเป็นคำปลอบใจของคนที่ต้องร้องไห้ทุกเช้าเมื่อต้องออกมาทำงานก็ได้ ที่พวกเขาไม่อยากไปทำงาน อาจไม่ใช่เพราะเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว แต่เพราะที่ทำงานของเขามันไม่น่าอยู่ต่างหาก 😢