Home Work & Living Living ไทม์ไลน์ปมปัญหาการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม กับข้อกังขาฮั้วประมูล

ไทม์ไลน์ปมปัญหาการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม กับข้อกังขาฮั้วประมูล

การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ส่วนตะวันตก) และการเดินรถทั้งเส้นทางจากบางขุนนนท์-มีนบุรีนั้น นับว่าเป็นโครงการใหญ่และมีมูลค่ามหาศาล ที่แม้จะได้ BEM หรือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูล และมีการคาดการณ์ว่าจะเปิดใช้สายตะวันออกได้ในปี 2568 และสายตะวันตกได้ในปี 2570 หากแต่ข้อพิพาทอันยาวนานจากปี 2563 อาจจะทำให้การเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีส้มล่าช้าไปกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ได้

กรกฎาคม 2563

ทาง รฟม. ได้เปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าซื้อเอกสารประกวดราคาสำหรับเข้าร่วมประมูลโครงการตั้งแต่วันที่ 10-24 กรกฎาคม 2563 ก่อนเปิดรับข้อเสนอในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 โดยมีเอกชนยื่นซองเข้าร่วมประมูลโครงการ 2 ราย ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ประกอบด้วย บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)

สิงหาคม 2563

มีการปรับเปลี่ยน TOR ใหม่หลังปิดซองประมูลไปแล้ว โดยเปลี่ยนวิธีการพิจารณาผู้ชนะจากจำนวนเงินที่ขอรับอุดหนุนจากรัฐบาล มาเป็นเกณฑ์การให้คะแนนจากการพิจารณาข้อเสนอทางการเงินร่วมกับข้อเสนอทางเทคนิคในสัดส่วน 70:30

ทำให้ทางบีทีเอสซี หรือบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร้องต่อศาลปกครองกลางจากการเปลี่ยนกติกาการประมูลที่เป็นส่วนสาระสำคัญ อาจทำให้คณะกรรมการฯ สามารถใช้ดุลพินิจส่วนตัวในการมอบงานให้เอกชนที่มีความใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงว่าจะประมูลโครงการไม่ได้แทน

ตุลาคม 2563

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและให้กลับไปใช้เกณฑ์การคัดเลือกเดิม แต่ทาง รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกฯ ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอระงับคำสั่งของศาลปกครองกลางที่สั่งทุเลาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ใหม่

กุมภาพันธ์ 2564

จากความล่าช้าในการพิพากษาคำอุทธรณ์ และความเสี่ยงในการดำเนินการล่าช้ากว่าแผนที่กำหนด ทำให้คณะกรรมการฯ ตัดสินใจยกเลิกการประมูลในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 และในเวลาต่อมา ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกฟ้องในคดีดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่าการเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลข้างต้นนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่ปรากฏความเสียหายใด ๆ ให้แก่บีทีเอสซี

พฤษภาคม-มิถุนายน 2565

หลังจากศาลปกครองมีคำสั่งยกฟ้อง ทางการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดตั้งคณะกรรมการฯ ชุดใหม่เพื่อกำหนดเงื่อนไขสำหรับการเข้าร่วมประมูลโครงการ โดยการประมูลโครงการรอบใหม่ได้มีการตัดสินใจยกเลิกเกณฑ์การให้คะแนนจากการพิจารณาข้อเสนอทางการเงินร่วมกับข้อเสนอทางเทคนิคในสัดส่วน 70:30 กลับมาเป็นการพิจารณาผู้ชนะจากจำนวนเงินที่ขอรับอุดหนุนจากรัฐบาล

โดยในครั้งนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้เปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าซื้อเอกสารประกวดราคาสำหรับเข้าร่วมประมูลโครงการตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม – 10 มิถุนายน 2565 ก่อนเปิดรับข้อเสนอในวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 โดยมีเอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลทั้งสิ้น 14 ราย จาก 6 ประเทศ รวมบีทีเอสซี และบีอีเอ็ม

7 กรกฎาคม 2565

แต่การประมูลครั้งที่ 2 ก็ต้องพบกับปัญหา เมื่อศาลปกครองกลาง มีคำสั่งถอนมติของคณะกรรมการฯ ที่ให้ยกเลิกการประมูลในวัน 3 กุมภาพันธ์ 2564 เพราะพิจารณาว่าเป็นเพียงความคิดเห็นของ รฟม. เพียงฝ่ายเดียวและยังไม่ได้รับฟังภาคเอกชนที่เข้าร่วมว่าได้รับผลกระทบอย่างไร ขณะเดียวกันการเปลี่ยนกฎเกณฑ์อันเป็นสาระสำคัญยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลปกครอง

คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ได้มีมติยกเลิกการประมูลลงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 เนื่องจากมีคดีฟ้องร้องโดย บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ต่อศาลปกครองกลาง ในเรื่องของการทุจริตโครงการจากการเปลี่ยนกติกาการประมูลที่เป็นส่วนสาระสำคัญ

11 กรกฎาคม 2565

จากคำสั่งของศาลปกครอง ทำให้กระทรวงคมนาคมสั่งระงับการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งหมดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2565 เพื่อประกาศยกเลิกการประมูลทั้งสองรอบและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ บนพื้นฐานที่ทุกฝ่ายเห็นว่าร่างประกาศเชิญชวนประกวดราคาที่ออกมาต้องเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ทำให้กลุ่มผู้ลงทุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดข้อครหาว่ามีการล็อกสเปก

27 กรกฎาคม 2565

รฟม. ยืนยันเปิดรับข้อเสนอต่อในวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 โดยมีผู้เข้าร่วมการประมูลสองรายคือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยมีบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นซับคอนแทร็กงานโยธา และกิจการร่วมค้าไอทีดี กรุ๊ป (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ Incheon Transit Corporation ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินในเกาหลีใต้) ทั้งนี้การประมูลรอบดังกล่าวกลุ่มบีทีเอสไม่ได้เข้าร่วมประมูล แต่ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองซ้ำอีกรอบ โดยกล่าวหาว่าข้อเสนอการประมูลรอบใหม่มีการล็อกตัวผู้รับเหมาอย่างชัดเจน มีการกีดกันไม่ให้กลุ่มบริษัทเข้าประมูลได้ เจตนาส่อฮั้วประมูลอย่างชัดเจนตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล พ.ศ.2542

ซึ่งต่อมาศาลปกครองกลางได้ยกฟ้องในคดีดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า บีทีเอสซี สามารถเข้าร่วมประมูลได้โดยหาซับคอนแทรคเตอร์ตามข้อกำหนดในหลักเกณฑ์การประมูล ทำให้ รฟม. เปิดซองทั้งหมดและได้ผู้ชนะคือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นผู้เสนอขอรับผลประโยชน์ตอบแทนจากภาครัฐน้อยที่สุด

กันยายน 2565

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ได้ดำเนินการเปิดซองข้อเสนอซองที่ 3 ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน ของผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการพิจารณาข้อเสนอซองที่ 2 (ข้อเสนอด้านเทคนิค) ประกอบด้วย 1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และ 2. ITD Group ผลปรากฏว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือ BEM เสนอผลประโยชน์สุทธิ (มูลค่าปัจจุบัน : NPV) เท่ากับ -78,287.95 ล้านบาท ขณะที่ ITD Group เสนอผลประโยชน์สุทธิ (มูลค่าปัจจุบัน : NPV) เท่ากับ -102,635.66 ล้านบาท

กันยายน 2565

หลังจากทาง รฟม. ประกาศว่า BEM เป็นผู้ชนะในการประมูล นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่ากรุงเทพมหานครได้ตั้งข้อสังเกตด้วยการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“ในการประมูลครั้งที่ 1 ซึ่งถูกล้มไป BTSC ได้เสนอผลประโยชน์สุทธิให้ รฟม. ติดลบ 9,675.42 ล้านบาท นั่นหมายความว่า รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนแก่ BTSC จำนวน 9,675.42 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชนะการประมูลในการประมูลครั้งที่ 2 คือ BEM พบว่า รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนแก่ BEM มากกว่าให้แก่ BTSC ถึง 68,612.53 ล้านบาท”

มกราคม 2566

การประมูลสิ้นสุดโดย BEM เป็นผู้ประมูลได้ และปัจจุบันอยู่ระหว่าการตรวจสอบสัญญาตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 ของสำนักงานอัยการสูงสุด หากอัยการตรวจสอบสัญญาแล้วเสร็จและผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี บริษัทเอกชนสามารถดำเนินการก่อสร้างได้

มีนาคม 2566

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายกฟ้องการเปลี่ยนหลักเกณฑ์​การประมูลครั้งที่ 1 ตามที่ BTSC ได้ยื่นฟ้องไว้ เนื่องจากศาลฯ วิเคราะห์ว่าผู้ถูกฟ้องคดี คือ คณะกรรมการ ม.36 และ รฟม. มีอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมาย