วิธีการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานต่างเจเนอเรชัน

สังคมออฟฟิศ ถือเป็นอีกสังคมหนึ่งที่คนวัยทำงานต้องใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด เราทำงานกันวันละ 8 ชั่วโมง ก็คิดเป็นเวลา 1 ใน 3 ของวันแล้ว และเราทำงานกัน 5-6 ต่อสัปดาห์ จนแทบจะเรียกได้ว่าใช้ชีวิตอยู่ที่ที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานมากกว่าคนที่บ้านเสียอีก

ทว่าสังคมการทำงานมีความน่าสนใจตรงที่เป็นสังคมที่มีความหลากหลายสูงมาก โดยเฉพาะความหลากหลายของช่วงวัย เพราะในออฟฟิศหนึ่ง ๆ นั้นมีคนหลากรุ่นหลายวัยที่ต้องมาทำงานร่วมกัน ด้วยความที่แต่ละช่วงวัยมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่แตกต่างกัน จึงอาจทำให้เกิดปัญหาในการทำงาน ที่เกิดจากช่องว่างระหว่างวัยได้ ดังนั้น หากใครเริ่มรู้สึกว่าการทำงานกับคนที่อายุห่างจากตนเองมาก ๆ กำลังเป็นปัญหา ก็อาจจะต้องลองปรับตัวกันดูหน่อยแล้ว

ทำความเข้าใจธรรมชาติของคนแต่ละ gen

ก่อนอื่นเลย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคนในแต่ละเจเนอเรชันนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวอะไรบ้าง การที่เราเข้าใจพื้นฐานชีวิต ความคิด ความเชื่อ หรือแม้แต่ปูมหลังของสังคมที่เพื่อนร่วมงานต่าง gen ของเราเติบโตมานั้น จะช่วยลดช่องว่างระหว่างกันลง เมื่อมีปัญหาขัดแย้งจนนำไปสู่ความไม่พอใจกัน มันจะช่วยให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน สามารถเข้าใจคนอื่นในมุมมองที่พวกเขาเป็น รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา รวมถึงเปิดใจมองโลกในมุมของคนอื่นได้ง่ายขึ้น ซึ่งคนในแต่ละ gen จะแตกต่างกัน ดังนี้

1. Baby Boomers เกิดระหว่างปี 1946-1964

ผู้ที่เกิดในระหว่างปี 1946-1964 ปัจจุบันอายุจะอยู่ประมาณ 57-65 ปีที่ยังคงอยู่ในการทำงาน และมักจะเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในองค์กร คนในวัยนี้เติบโตในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไปแล้ว พวกเขามีระเบียบ เคร่งครัด ประหยัด อดออม รอบคอบ ทำงานแบบเคารพกฎเกณฑ์ กติกา มีความอดทน ให้ความสำคัญกับระดับความอาวุโส เน้นการทำงานหนักและการทุ่มเทให้กับการทำงานมีความจงรักภักดีต่อองค์กรสูง คนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยเปลี่ยนงานบ่อย ๆ การสื่อสารต้องเห็นหน้าเห็นตากัน เพราะไม่ได้เติบโตมาในยุคออนไลน์

2. Generaion X เกิดระหว่างปี 1965-1980

เกิดในระหว่างปี 1965-1980 ณ ปัจจุบันคน Gen-X คือผู้สืบสานรุ่นต่อจาก Baby Boomers และยังคงทำงานอยู่ รักเสรี ไม่ชอบให้ใครบงการ มีความสันโดษ ชอบความชัดเจน กระชับไม่อ้อมค้อม เป็นกลุ่มคนที่ไม่เน้นทุ่มเทให้กับการทำงานทั้งหมด แต่จะเน้นให้ความสำคัญกับความสมดุลของชีวิต ทั้งเรื่องงานและเรื่องครอบครัว การทำงานเน้นการทำงานคนเดียว ไม่ค่อยพึ่งพาใคร แต่ก็เปิดกว้าง พร้อมรับฟังคำแนะนำเพื่อปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของตนเอง เข้าใจในเทคโนโลยีพอประมาณ จึงยอมรับการสั่งงานผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้

3. Generaion Y หรือ Millennials เกิดระหว่างปี 1981-1995

จนถึงช่วงเวลานี้ Millennials คือคนที่อยู่ในวัยทำงานมากที่สุดในโลก เป็นกลุ่มคนที่มีความเป็นตัวเองสูง ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ค่อยชอบอยู่ในกรอบ ไม่ชอบเงื่อนไข ไม่ค่อยมีความอดทนเท่าไหร่นัก จึงไม่ค่อยคิดที่จะทำงานที่ไหนนาน เป็นกลุ่มคนที่ชอบขับเคลื่อนสังคม และรักษาสิทธิของตนเอง ในการทำงานพวกเขาสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน ชอบการทำงานที่มีความชัดเจนว่ามีผลต่อตนเองและองค์กรอย่างไร เติบโตมาพร้อมกับช่วงเวลาที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า การเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล

4. Generation Z เกิดระหว่างปี 1996-2012

คนรุ่นนี้เพิ่งเริ่มเข้าสู่การทำงานได้ไม่นาน หลายคนเพิ่งเริ่มเรียนจบและค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน คนกลุ่มนี้มีความเป็นตัวเองสูงมาก เน้นการทำงานที่ตนเองพึงพอใจ ไม่ค่อยชอบเงื่อนไขที่ยุ่งยาก ไม่ชอบพิธีการ ไม่ชอบรอ ต้องการก้าวไปข้างหน้า ไม่เชื่อเรื่องความภักดีต่อองค์กร แต่มีความสามารถในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ดี เพราะเติบโตมาในยุคเทคโนโลยี ดังนั้นคนในกลุ่มนี้จึงสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างง่ายดายและเรียนรู้ได้เร็ว และค่อนข้างมีพฤติกรรมที่เสพติดสื่อสังคมออนไลน์โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ต้องการความเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว

ให้เกียรติกันและกันให้มาก

จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะทำงานกับคนต่าง gen หรือทำงานกับคนวัยใกล้เคียงกัน การให้เกียรติกันก็ยังเป็นสิ่งที่เราต้องมีให้กับทุกคนที่อยู่ในทีม แต่สำหรับความหลากหลายของช่วงวัยนั้นมันทำให้ช่องว่างระหว่างกันต่างกันมาเกินไป นึกภาพตามว่าระหว่างเพื่อนร่วมงานที่มีอายุมากที่สุดกับเพื่อนร่วมงานที่มีอายุน้อยที่สุด พวกเขาสามารถเป็นรุ่นปู่ย่าตายายกับหลาน ๆ ได้เลยด้วยซ้ำ อีกทั้งคน Baby Boomers ก็เป็นกลุ่มคนที่มีระเบียบและเคร่งครัด ในขณะที่ Gen-Z กลับทำงานตามที่ตนเองพึงพอใจ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การให้เกียรติกัน อย่าทำอะไรที่เป็นการละเมิดสิทธิ์ หยาบคายต่อกัน หรือไร้ความเกรงใจ เคารพในตัวตน ความคิดเห็น และเวลาคนอื่นเสมอ

เคารพในความแตกต่าง

นอกเหนือจากช่วงวัยที่แตกต่างกันแล้ว อัตลักษณ์เฉพาะตัวของบุคคลก็นับเป็นความหลากหลายในองค์กรด้วยเช่นกัน ในออฟฟิศหนึ่ง ๆ มีได้ตั้งแต่ความหลากหลายทางเพศ คนทำงานไม่ได้มีแค่เพศชายกับเพศหญิงเท่านั้น ความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ที่อาจจะเห็นได้ชัดเจนในองค์กรข้ามชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศ เมื่อต้องมาทำงานอยู่ร่วมกัน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ก็จำเป็นที่ต่างคนต่างต้องเคารพในความแตกต่างตรงนี้ด้วย หลีกเลี่ยงประเด็นละเอียดอ่อนที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ที่สำคัญ คือการเคารพในบทบาทหน้าที่ของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ โยนอคติทางอายุทิ้งไป แต่ให้เคารพกันในฐานะมนุษย์ที่ทำงานด้วยกัน

การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ

ประเด็นสำคัญคือคนในแต่ละ gen เติบโตขึ้นมาแบบมีปูมหลังทางสังคมแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีและความเจริญก้าวหน้าต่าง ๆ อาจทำให้คนที่อายุแตกต่างกันมีความรู้สึกว่ากำลังพูดกันคนละภาษา การสื่อสารที่ไม่สัมฤทธิ์ผล ไม่เข้าใจกันหรือเข้าใจกันไปคนละเรื่องก็นำมาซึ่งปัญหาในการทำงาน เพราะฉะนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารให้มากขึ้นทั้งการพูดคุยต่อหน้าและใช้ระบบเทคโนโลยี การสื่อสารด้วยวัจนภาษาและอวัจนภาษา (ภาษากายก็ใช้สื่อสารได้ และอาจสร้างปัญหาได้ด้วยเช่นกัน) หากพูดคุยเรื่องงาน อาจต้องมีการทบทวนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าต่างคนต่างเข้าใจตรงกัน เพื่อที่จะได้นำไปปฏิบัติต่อตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ

เน้นความเป็นมืออาชีพ

ไม่ว่าจะเด็กกว่าหรืออาวุโสกว่า หรือต่อให้อายุจะห่างกันขนาดที่เป็นญาติผู้ใหญ่กันได้ อย่าลืมว่าทุกคนมีความสัมพันธ์กันแบบเพื่อนร่วมงาน พื้นฐานในการวางตัวคือต้องมีความเป็นมืออาชีพ ทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ในออฟฟิศด้วย เพราะมันส่งผลต่อบรรยากาศในการทำงาน มีวุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ ควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ เปิดใจยอมรับคำวิจารณ์หรือการฟีดแบ็กอย่างสร้างสรรค์ พร้อมรับมาปรับปรุงและพัฒนาตนเอง สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานเป็นทีม การจัดการปัญหาด้วยสติและปัญญา รู้จักสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตนไม่ใช่เรื่องเสียหาย ดีไม่ดียังทำให้น่ารักน่าเอ็นดูในสายตาคนอื่น การเป็นที่รักย่อมดีกว่าเป็นคนที่ใคร ๆ ก็ยี้