คุณภาพสื่อสะท้อนคุณภาพสังคม

สัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์ที่เรียกว่าสะเทือนต่อความน่าเชื่อถือของคนที่ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนเป็นอย่างยิ่งค่ะ หลังจากมีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นสื่อได้ทำให้ภาพของสื่อบิดเบี้ยวไปจากเดิม ด้วยการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เป็นข่าว ทั้งที่แท้จริงแล้วหน้าที่ของสื่อคือการรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่สร้างเรื่องเพื่อให้กลายเป็นข่าว

ทุกวันนี้การทำหน้าที่ของสื่อทำให้นึกถึงประโยคของยุคสมัยที่ประดิษฐ์ให้คนไม่รู้จริงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่าง “ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้” ทำให้เกิดความ “มักง่าย” ในการทำหน้าที่ของสื่อ คนยุคนี้จึงได้เสพข่าวประเภทจับแพะชนแกะ ที่นักข่าวออนไลน์ยุคใหม่นั่งติดตามโซเชียลมีเดียของคนดัง แล้วนำเรื่องราวมาปะติดปะต่อเอง ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าว

ขณะเดียวกัน เราได้เห็นรายการข่าวจากสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา แต่นำเสนอไปตามกระแสโซเชียลมีเดีย เราต้องนั่งฟัง ดู อ่าน สิ่งที่ถูกเรียกว่าข่าว จากคนที่ไม่เคยเข้าใจคำว่าสื่อสารมวลชน แต่เรียกตัวเองว่าเป็นสื่อสารมวลชน เหล่านี้คือสิ่งที่ไม่ปกติในวงการสื่อ แต่ทุกวันนี้กลับถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ และกลายเป็นว่ามาตรฐานการเป็นสื่อได้ถูกกำหนดใหม่ว่าใครหาดราม่าได้เก่งกว่าคือผู้ชนะ

หน้าที่ของสื่อนอกเหนือจากรายการสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เลือกข้าง และให้ข้อมูลที่ชัดเจนทั้งสองฝั่ง เพื่อให้คนเสพสื่อไปตัดสินใจด้วยวิจารณญาIตนเองแล้ว สิ่งที่ตามมาสำหรับคนที่อยากเป็นฐานันดรที่ 4 หรือ ฐานันดรที่ 5 (สื่อยุคออนไลน์) คือคำว่า “ความรับผิดชอบ” ต่อเนื้อหาที่ตนเองรายงานว่าจะกระทบถึงบุคคลที่สามมากน้อยเพียงใด การรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริง ไม่ใช่สร้างดราม่า หรือบิดเบือนจนทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งหรือเข้าใจผิด

ประเภทที่ออกมาประกาศว่าตนเองเป็นสื่อ มีลูกเพจตามเป็นจำนวนมาก แล้วพยายามจะสร้างกระแสตนเองในสังคม ลักษณะเช่นนี้เป็นสื่อไม่ได้ เพราะสื่อที่แท้ไม่ต้องสร้างกระแส หากแต่รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา หากมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาที่ถูกเผยแพร่ ต้องมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ มีตัวตน สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงแบบย้อนกลับได้

คำกล่าวที่ว่า “คุณภาพสื่อสะท้อนคุณภาพสังคม” นั้นไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง และดูจะชัดเจนเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เมื่อนักสื่อสารมวลชนทั้งหลายต้องพยายามทำข่าวให้กลายเป็นดราม่าสะท้อนให้เห็นว่าสังคมปัจจุบันนิยมเรื่องราวในลักษณะดังกล่าว และถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบ “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” จนทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยจนเกินเหตุ

ด้วยลักษณะดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คนในสังคมปัจจุบันจะมีลักษณะเดียวกันกับเนื้อหาของสื่อที่เขาเสพ มีพฤติกรรมเลียนแบบหรือทำซ้ำ เพราะไม่อยากตกกระแส คิดว่าตนเองรู้ในทุกสิ่งทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอะไรเลย มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวเพราะได้เห็นภาพจากสื่อที่ถูกนำมาทำซ้ำบ่อย ๆ

เหล่านี้คือภาพสะท้อนของคนในสังคมที่ถูกปลูกฝังทัศนคติจากสื่อ และเรื่องราวแบบนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น ตราบใดที่สื่อกระแสหลักไม่ปรับมาตรฐานในการทำงานของตนเอง ความน่าเชื่อจะลดลงเรื่อย ๆ อาจถึงขนาดที่ให้พวกอุปโลกน์ตัวเองว่าเป็น “ผู้นำทางความคิด” (Influencer) มาชี้นำในการทำงาน เหมือนอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ