ต้องบอกก่อนว่าคอลัมน์วันนี้เป็นการเขียนล่วงหน้านะคะ เพราะนี่คือช่วงที่ทางทีมงาน Tonkit360 ต้องหยุดพักกันบ้างหลังจากลุยงานกันมาทั้งปี แต่ในฐานะคอลัมนิสต์ ทางเราก็ยังต้องรับผิดชอบหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง เพราะเกรงว่าน้อง ๆ จะปลดคอลัมน์ออกจากหน้าเว็บ (ฮา)
สัปดาห์นี้ยังคงอยู่ในช่วงที่ฝรั่งเรียกว่า Festive Season หรือช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง ยังคงมีการมอบของขวัญปีใหม่ หรือทักทายด้วยคำว่า “สวัสดีปีใหม่” กันอยู่ แต่ที่แตกต่างออกไปจากทุกปี เห็นจะเป็นเรื่องของขวัญปีใหม่ที่ปีนี้ มีแคมเปญโฆษณาตัวหนึ่งที่เห็นแล้วให้รู้สึกว่า “มีประเด็น” เพราะเป็นการพูดถึงการลงทุนเพื่ออนาคต กับการลงทุนในรูปแบบดิจิทัล โฆษณาที่เห็นทางสื่อดิจิทัล ในลักษณะของคลิปที่เล่าเรื่องการลงทุนนานนับสิบปีและให้ผลตอบแทนมหาศาลนั้นน่าจะกระตุ้นให้หลายคนอยากเปิดพอร์ตการลงทุนไม่มากก็น้อย แต่โฆษณาในรูปแบบ KOL Contents หรือแอดแบนเนอร์นั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกอึ้งไป เพราะเป็นวิธีคิดโฆษณาที่ด้อยค่าของสิ่งหนึ่ง เพื่อเพิ่มค่าโปรดักส์ของตนเอง แน่นอนว่าวิธีคิดดังกล่าวกลายเป็นดราม่าในโซเชียลมีเดียเรียบร้อย
สำหรับผู้เขียนเอง เมื่อเห็นแอดแบนเนอร์ดังกล่าว ก็ทำให้นึกถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่บอกว่าการให้ของขวัญของเขานั้น เน้นที่การใช้ได้จริง เขาจึงให้เป็นเงินสดหรือทองคำ อันทำให้คนสนิทข้างกายของเจ้าตัวนั้นถึงกับเอ่ยปากว่า “อยากให้อ่อนโยนกว่านี้ได้ไหม” เจ้าเพื่อนสนิทเลยเกิดความสงสัยว่า ให้เงินหรือทองคำมันไม่ดีตรงไหน ซึ่งในฐานะเพื่อนก็ได้ให้คำตอบไปว่า “เงินหรือทองนั้นใคร ๆ ก็ชอบ ยิ่งได้เยอะยิ่งชอบ ทางเราไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ เพราะผู้เขียนเองก็ชอบ (ฮา) แต่ในคำว่า “ความสัมพันธ์” ทั้งในรูปแบบคู่รัก ครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิท บางครั้ง “เงิน” ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พึงพอใจได้ตลอดเวลา เพราะใจมนุษย์นั้นมีความซับซ้อนทางอารมณ์เกินกว่าที่เราจะเข้าใจตัวเอง การอ่อนโยนกับใคร แม้บางช่วงเวลาหนึ่งก็เปรียบเสมือนการได้ถนอมทั้งหัวใจของเราและของคนที่เรารัก”
ในอดีตนั้นผู้เขียนเองก็เคยให้ของขวัญปีใหม่คนในครอบครัวเป็นเงินสดและทองคำ เรียกว่าให้เป็นประจำทุกปี จนหลัง ๆ คนที่ได้รับต่างรู้สึกเฉย ๆ และผู้เขียนเองก็สังเกตได้ เลยเปลี่ยนใหม่เป็นเงินสดพร้อมกับของขวัญที่ต้องใช้เวลาในการไปเดินหาซื้อ และต้องสังเกตจากลักษณะนิสัยและความชอบของคนที่จะให้ด้วยว่าชอบอะไร เพื่อให้พวกเขารู้สึกสุขใจเมื่อได้รับ ผลจากการปรับการให้ของขวัญในปีใหม่ปีนั้น คนที่ได้รับมีรอยยิ้มและยินดีมากกว่าปีที่ผ่านมาพร้อมกับคำพูดที่ว่า “จำได้ด้วยเหรอ” และ “รู้ด้วยเหรอ” ถึงเวลานั้นก็ทำให้เข้าใจได้ว่าของขวัญในช่วงเทศกาลนั้น ทำให้คนที่เรารักมีความสุขได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขของเงินสด หรือน้ำหนักของทองคำ หากแต่ขึ้นอยู่กับ “ความรู้สึกทางจิตใจ”
ทีนี้กลับมาที่ของขวัญในรูปแบบการลงทุนดิจิทัล ที่สื่อทุกแพลตฟอร์มพยายามจะปั่นให้เกิดกระแส “ลงทุนหลักพันแล้วจะรวยหลักล้าน” นั้นกลายเป็นการสร้างความรู้สึกอยากอย่างไม่มีที่สิ้นสุดให้กับคนที่เสพเนื้อหา เรื่องราวประเภทรวยง่าย ๆ นั้นใครก็ชอบ แต่ความจริงที่อยู่เบื้องหลังและความเป็นไปได้ที่จะรวยง่าย ๆ จะมีทางเป็นได้หรือไม่นั้นยังไม่มีใครกล้าการันตี ยิ่งมาทำโฆษณาในลักษณะด้อยค่าของขวัญประเภทอื่น แล้วบอกว่าถ้าวันนั้นไม่ซื้อ…แล้วซื้อ…แทน ตอนนี้คงมีระดับล้าน
เอาเข้าจริงคงต้องถามกลับคนที่คิดแคมเปญโฆษณาว่า “เราจะเอาอย่างนั้นจริง ๆ หรือ เราจะอยู่ในโลกที่ตีมูลค่าของทุกอย่างให้กลายเป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียวหรือ” ผู้เขียนไม่เถียงว่าเราอยู่ในโลกทุนนิยม และคนชนชั้นกลางอย่างเราเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกทุนนิยม แต่ในระหว่างบรรทัดของการใช้ชีวิต บางทีเราก็อาจต้องเว้นวรรคให้กับความรู้สึกชอบของแต่ละคนบ้าง เพราะความชอบของคนเราไม่เหมือนกัน และการสร้างมูลค่าความชอบของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน
อย่าด้อยค่าความชอบและความรู้สึกของคนอื่น เพียงเพื่อทำให้สินค้าของตนเองดูโดดเด่นขึ้น อย่าด้อยค่าหัวใจของคนอื่นด้วยการตีมูลค่าความต้องการของพวกเขาเป็นตัวเลข และจงจำไว้ว่าเงินนั้นซื้อไม่ได้อยู่ 5 สิ่ง คือ ความสุข, ความรัก, ความฝัน, เพื่อนแท้ และเวลา…ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาที่เราตกอยู่ในโลกที่เกิดสงครามโรคระบาด เราเสียเวลา เสียความรัก ความฝัน ความสุข และเพื่อนรักบางคนไปมากพอแล้ว หันมาอ่อนโยนต่อหัวใจตัวเองและคนรอบข้างกันดีกว่าค่ะ เพื่อให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น มากกว่าในปีที่ผ่านมา
สวัสดีปีใหม่ที่ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขค่ะ