“วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน” หนังสือน่าอ่านสำหรับทุกคน

สัปดาห์นี้นำหนังสือที่รวมเอาวิธีคิดของคนที่ประสบความสำเร็จจากหลาย ๆ วงการมานำเสนอ เป็นหนังสือที่หลายคนคุ้นตากันเป็นอย่างดีพราะเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมาสู่สายตานักอ่าน กับ “วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน” หนังสือที่ “สฤณี อาชวานันทกุล” เป็นผู้คัดสรรและแปลสุนทรพจน์ ซึ่งส่วนใหญ่คือ “ปัจฉิมกถา” วันรับปริญญา ซึ่งผู้ที่ขึ้นไปพูดส่วนใหญ่ คือ ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยที่ประสบความสำเร็จ และบางบทนั้น ก็ได้ถูกยกให้เป็น “ปัจฉิมกถา” ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคนทั่วโลก

หนังสือเปิดบทแรกเรื่องการเรียนรู้ กับสุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์ อดีตผู้ก่อตั้ง ประธานกรรมการ และซีอีโอ ของบริษัทแอปเปิล ผู้ล่วงลับ ความสำเร็จของจ็อบส์ มักมีคนเอาไปใช้ในกระบวนคิดที่ผิดกับประโยคที่ว่า “เรียนไม่จบก็ประสบความสำเร็จได้ เหมือนสตีฟ จ็อบส์ นั่นไง”

ความจริงที่ว่า สตีฟ จ็อบส์ เรียนไม่จบนั้นจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือ สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้หยุดเรียนเพราะสอบตก หรือเพราะขี้เกียจเรียน หากแต่เขาออกจากมหาวิทยาลัยเพราะสิ่งที่ สตีฟ จ็อบส์ รู้ในเวลานั้นมันมีมากกว่าความรู้ในมหาวิทยาลัยและถึงจะไม่ได้เรียนต่อ สตีฟ จ็อบส์ ยังคงหาความรู้ให้กับตนเองอยู่เรื่อย ๆ

ดังเช่นในสุนทรพจน์ของจ็อบส์ ที่กล่าวกับผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยจ็อบส์ เล่าถึงชีวิตของเขากับรุ่นน้อง โดยจ็อบส์บอกว่า “ผมเองไม่เคยเรียนจบปริญญา ตรงนี้เป็นก้าวที่ใกล้ที่สุดแล้วของผม” จากนั้นจ็อบส์ ก็พูดถึงชีวิตการศึกษาของตนเองก่อนมาเข้าสแตนฟอร์ดว่า เขาเคยเรียนที่วิทยาลัยรีด และลาออกหลังจากเรียนไปได้ 6 เดือน เพราะเขารู้สึกไม่ชอบวิชาที่ถูกบังคับให้เรียน

แน่นอนว่า การออกจากมหาวิทยาลัยอาจทำให้จ็อบส์ในเวลานั้นรู้สึกอิสระ แต่ในแง่การใช้ชีวิตแล้ว ต้องใช้คำว่า ลำเค็ญมากทีเดียว เมื่อจ็อบส์ต้องคอยเก็บขวดน้ำอัดลมไปขายเพื่อหาเงินกินข้าว นอนบนพื้นในห้องของเพื่อน ๆ (เพราะไม่มีเงินค่าเช่าหอ) และยังยอมเดินไปกลับกว่า 20 กิโลเมตร เพื่อไปกินข้าวฟรีที่วัดพระกฤษณะ

แต่ท่ามกลางความลำบากในการใช้ชีวิต จ็อบส์ ยังคงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ เขาสนใจคอร์สการคัดลายมือของวิทยาลัยรีด แม้ว่าจะลาออกแล้ว แต่ในวัย 17 ปีนั้น จ็อบส์ กระหายที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา และในเวลานั้นแม้ว่าจ็อบส์ จะไม่รู้ว่าคอร์สการคัดลายมือจะทำให้เขามีงานทำหรือไม่ แต่การที่เขายังให้ความสำคัญการเรียนรู้ทำให้ จ็อบส์ ได้รู้วิธีการเขียนอักษรแบบโบราณ การเว้นช่องไฟของตัวอักษร รวมไปถึงเทคนิคการเรียงพิมพ์ชั้นยอด

ความรู้เหล่านั้นไม่ได้หายไป แต่มันกลับกลายเป็น Know How ที่ทำให้จ็อบส์ นำมาใช้กับคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ชุดแรก และทำให้คอมพิวเตอร์แมคอินทอช มีตัวพิมพ์ที่สวยงาม เรื่องเล่านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของชีวิตสตีฟ จ็อบส์ หากแต่เราจะเห็นว่า วิธีคิดของเขานั้นเต็มไปด้วยความกระหายและมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เขาไม่ได้ทิ้งการเรียนเพื่อไปตามหาฝัน แต่เขาเลือกที่จะเรียนรู้เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

สุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้จบแค่นี้ แต่ยังมีการพูดต่อถึงเรื่องชีวิตรักและการทำงานของเขา แต่ที่ยกตัวอย่างมานี้ น่าจะทำให้คุณผู้อ่านที่กำลังมองหาหนังสือที่ให้กำลังใจและแนวคิด ลองได้ไปหามานั่งอ่านกันดู หรือซื้อเป็นของขวัญให้กับคนที่คุณรักและหวังดีด้วย เพราะความรู้ที่ได้จากตัวอักษรนั้น ถือว่าเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่ผู้ได้รับจะได้ใช้แบบไม่มีวันหมดเลยทีเดียว