ลืม Noah’s Ark มารู้จัก Lunar Ark ภารกิจส่งสิ่งมีชีวิตไปอยู่ดวงจันทร์

ตำนานสิ้นโลกที่พูดถึงมาตั้งแต่โบราณกาล คงจะมีหลายคนที่นึกถึงตำนานน้ำท่วมโลก ที่เป็นเรื่องราวของ “เรือโนอาห์” (Noah’s Ark) ตำนานนี้ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ไบเบิล พันธสัญญาเดิม พระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมวลน้ำมหาศาลมาท่วมโลก เพื่อทำลายมนุษย์และล้างโลก ด้วยเห็นว่าโลกมนุษย์ในเวลานั้นมีแต่ความเสื่อมทรามเกินเยียวยา มนุษย์ทำแต่เรื่องเลวทรามต่ำช้า จึงต้องรีเซ็ตใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เป็นโลกใบใหม่

แต่ก่อนที่พระเจ้าจะส่งน้ำท่วมมาท่วมโลก พระผู้เป็นเจ้าเลือกให้ “โนอาห์กับครอบครัว” เป็นผู้รอด เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าโนอาห์เป็นคนดีและศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และยังเลือกสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ บนโลกขึ้นเรืออาร์ค (Ark) ไปด้วยอย่างละคู่ เพื่อให้ทั้งหมดรอดพ้นจากการถูกน้ำท่วมและไปบุกเบิกโลกใบใหม่

เรือโนอาห์ เป็นเรือในตำนานที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนาน แต่ในปี 1959 มีการค้นพบสิ่งก่อสร้างที่มีรูปร่างคล้ายเรือ มีความยาวร่วม 100 เมตร ณ บริเวณยอดเขาอารารัตที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี (Ararat) เนื่องจากอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร จึงเริ่มมีการศึกษากันว่า โนอาห์ อาร์คมีอยู่จริงหรือไม่

ตามตำนาน “อาร์ค” เป็นเรือหรือยานแบบหนึ่ง ต่อขึ้นจากไม้สนโกเฟอร์ ยาชันกันรั่วทั้งภายในและภายนอกด้วยยางไม้หรือยางมะตอย มีประตูเข้าออกด้านข้าง มี 3 ชั้นพร้อมดาดฟ้าเรือ มีหลังคาสูง 0.5 เมตร พื้นแบ่งเป็นห้อง ๆ ซึ่งขนาดของเรือกว้าง 22.86 เมตร ยาว 137.16 เมตร สูง 13.716 เมตร

แต่เรือโนอาห์ที่อาจเป็นแค่ตำนานนั้นมันเก่าไปแล้ว เพราะในอนาคต เรากำลังจะมียานพาหนะอื่นในการพาสิ่งมีชีวิตให้รอดพ้นจากหายนะวันสิ้นโลก หากโลกใบนี้ถึงกาลอวสานแล้วจริง ๆ

สิ่งมีชีวิตอยู่บนดวงจันทร์ได้จริงเหรอ

ดวงจันทร์ ถูกหมายตาเป็นตัวเลือกหนึ่งที่จะเป็นที่อยู่ใหม่ของสิ่งมีชีวิต โดยดวงจันทร์เป็นบริวารเพียงดวงเดียวของโลก และเป็นเทห์วัตถุที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด อยู่ห่างจากโลกราว ๆ 250,000 ไมล์เท่านั้น

จากการส่งยานอวกาศไปเยือนดวงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าดวงจันทร์มี (หรือน่าจะเคยมี) น้ำ ซึ่งทางนาซานั้นไม่ได้พบน้ำเป็นแอ่งน้ำหรือหล่มแบบที่เราเห็นกันบนโลก แต่พบในลักษณะของโมเลกุลของน้ำ อยู่บริเวณหลุมอุกกาบาตคลาเวียสบริเวณซีกใต้ของดวงจันทร์

ในเมื่อดวงจันทร์มี (หรือเคยมี) โมเลกุลของน้ำ ก็เป็นไปได้ว่าบนดวงจันทร์ก็อาจจะเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตขนาดจุลชีพที่มองกันด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่เพียงเท่านั้น หลักฐานที่ว่าบนดวงจันทร์มีน้ำ ก็เป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตอาจจะไปตั้งรกรากอยู่บนดวงจันทร์ได้ด้วย

แต่ในความเป็นจริง สภาพอากาศบนดวงจันทร์ไม่ได้เอื้อต่อการใช้ชีวิตอยู่ของสิ่งมีชีวิตเท่าไรนัก โดยเฉพาะมนุษย์ที่น่าจะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในระยะยาวได้ เนื่องจากไม่มีน้ำเป็นแหล่ง อากาศก็ไม่ถ่ายเท แถมยังมีอากาศหนาวมาก มีอุณหภูมิประมาณ -25 องศาเซลเซียส แต่ถ้าหากมี DNA ของสิ่งมีชีวิตบางอย่างจากโลก ถูกย้ายไปฝังใต้พื้นผิวดวงจันทร์ สิ่งมีชีวิตนั้นก็อาจจะวิวัฒนาการขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ ที่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติบนดวงจันทร์ และไม่นาน สิ่งมีชีวิตนั้นก็จาะสามารถอยู่บนดวงจันทร์ได้อย่างปกติสุข

แนวคิดของ Lunar Ark

ในการประชุม IEEE Aerospace ที่ผ่านมา Jekan Thanga นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ได้กล่าวถึงแนวคิดสุดล้ำ ที่จะส่ง DNA ของสิ่งมีชีวิตบนโลก กว่า 6.7 ล้านสายพันธุ์ขึ้นไปเก็บไว้บนดวงจันทร์ เพื่อพร้อมรับวันสิ้นโลก หากมันมาถึงจริง ๆ

โครงการ Lunar Ark นี้ นักวิทยาศาสตร์จะให้ส่งตัวอย่างสเปิร์ม เซลล์ไข่ ของทั้งพืช สัตว์ เห็ดรา และเมล็ดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกว่า 6.7 ล้านสายพันธุ์ไปเก็บบนดวงจันทร์ ไปเก็บรักษาไว้ในอุโมงค์ซึ่งอยู่ใต้พื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อให้สายพันธุ์เหล่านั้นยังมีโอกาสที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป แม้ว่าโลกจะดับสูญไปแล้วก็ตาม

คำถามก็คือ ทำไมถึงเป็นดวงจันทร์ เพราะนักดาราศาสตร์คำนวณมาตลอดว่าดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลกนี้มีอายุมากเกินไปแล้ว รวมไปถึงความผันผวนของธรรมชาติก็น่ากลัวดังที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า โลกของเราก็น่าจะมีอายุขัยอีกไม่นาน ดังนั้น ถ้าโลกพินาศขึ้นมาจริง ๆ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้ก็จะสูญพันธุ์ตามไปด้วย จึงต้องหาที่อยู่ใหม่ที่พอจะมีความหวัง ให้สิ่งมีชีวิตไปถือกำเนิด

แนวความคิดนี้มีมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบท่อลาวาประมาณ 200 ท่อใต้พื้นผิวดวงจันทร์ โดยคาดว่าก่อตัวขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อน มีลักษณะเป็นธารลาวาละลายผ่านหินอ่อนใต้ดินจนกลายเป็นโพรง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100 เมตร นอกจากนี้ มันยังไม่ได้ถูกแตะต้องเลยมานานประมาณ 3 ถึง 4 พันล้านปี

ฉะนั้น หากต้องการจะปกป้องสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ของโลก นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องเก็บพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไว้ ให้สามารถฟื้นสายพันธุ์ที่อาจสูญพันธุ์ไปหากโลกใกล้ดับสูญ แต่ธนาคารยีนบนโลกก็เสี่ยงเกินไปจากถ้าเกิดภัยพิบัติ ที่เราเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อใด ผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาจึงเสนอ Lunar Ark ขึ้นเพื่อเก็บยีนตัวอย่างเหล่านี้ไว้ใต้พื้นผิวดวงจันทร์ ที่เป็นอุโมงค์ลาวา แช่แข็งไว้ และดูแลโดยหุ่นยนต์ เพราะคุณลักษณะที่ดีเยี่ยมของดวงจันทร์ก็คือ มันเป็นมีสภาพเย็นจัด และจะไม่ถูกสิ่งใดรบกวนเลยเป็นเวลานานหลายร้อยปี

แน่นอนว่าหากพูดเรื่องการย้ายดาวย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กและเรื่องง่าย การส่งสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไปจำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวัง สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะถูกทำให้เย็นลงที่อุณหภูมิ -180 องศาเซลเซียส ส่วนเซลล์ต้นกำเนิดจะถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส

ส่วนวิธีส่งออกไปจากโลก นักวิทยาศาสตร์จะออกแบบจรวดด้วยหลักการทางฟิสิกส์ การลอยแบบควอนตัม มีชั้นวางของอยู่เหนือพื้นผิวโลหะ อาจต้องมีอาจจะต้องมีการปล่อยจรวดอย่างน้อย 250 ลูกเพื่อส่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไปดวงจันทร์

เมื่อถึงดวงจันทร์แล้ว สิ่งมีชีวิตจะถูกส่งลงไปอยู่ใน “ท่อลาวา” ที่มีอยู่ใต้พื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนหลุมหลบภัยที่ป้องกันรังสียูวีจากดวงอาทิตย์และอุกกาบาตขนาดเล็กที่อาจพุ่งชนดวงจันทร์ แถมยังมีอุณหภูมิต่ำมาก โดยหลุมหลบภัยดังกล่าวจะออกแบบให้ทำงานได้โดยใช้แผงโซลาเซลล์ ขนาดประมาณ 191 ตารางเมตร เพื่อให้พลังงานไฟฟ้า จากนั้น หุ่นยนต์ขนาดเล็กที่เรียกว่า SphereX นำเข้าสู่ท่อลาวา หุ่นยนต์จะเก็บตัวอย่างหิน ฝุ่น และข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมในท่อลาวา แจ้งให้ทีมงานทราบถึงการสร้างฐานดวงจันทร์

แม้ว่าโครงการนี้จะยังไม่พร้อมด้วยเทคโนโลยี แต่นักวิจัยคิดว่าสามารถสร้างโครงการนี้ให้เกิดขึ้นได้จริงในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยมุ่งมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยคุ้มกันสิ่งมีชีวิตบนโลกจากภัยพิบัติของมนุษย์และธรรมชาติ อาจเป็นภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ภาวะโลกร้อน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือสงครามนิวเคลียร์ เพื่อเป็นการป้องกันสายพันธุ์ต่าง ๆ สูญพันธุ์ไปตามโลกที่สูญสิ้น

แม้ว่าขณะนี้โครงการนี้จะยังเป็นเพียงแนวคิด แต่ก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่จริงจังกันมาก แถมยังจริงจังขนาดที่จะสร้างให้เสร็จใน 30 ปี ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้หากถ้าคิดจะทำ เพราะฉะนั้น อีกไม่นาน เราคงได้มีโอกาสเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นจริง ดีไม่ดีทายาทของพวกเราในอีกหลายร้อยพันปีข้างหน้า อาจจะเป็นมนุษย์ดวงจันทร์แล้วก็เป็นได้

ข้อมูลจาก livescience, The University of Arizona, Ark Encounter