นับตั้งแต่วันที่น้องชมพู่ เด็กหญิงวัย 3 ขวบหายตัวไป ต่อมาพบว่ากลายเป็นศพบนภูเหล็กไฟ ในพื้นที่บ้านกกกอก หมู่ 2 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ในเวลานี้ผ่านมาใกล้ครบ 1 ปีเต็มที ความคืบหน้าของคดีก็ถือว่ามากพอสมควร (?) อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแจ่มแจ้งให้กับสังคมว่าน้องเสียชีวิตอย่างไร เสียชีวิตเองหรือมีคนฆ่า แล้วถ้ามีคนฆ่า คนคนนั้นเป็นใคร?
แต่สิ่งที่สังคมได้มาตลอดเกือบ 1 ปี คือการอัปเดตชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในคดี นาทีนี้เรียกได้ว่าแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “ลุงพล” ความคืบหน้าของคดีดำเนินไปพร้อมกับความโด่งดังของลุง สลับกับเรื่องดราม่าเป็นช่วง ๆ ที่ทำให้หลายคนถึงกับออกปากว่า “จากน่าสงสารกลายเป็นน่ารำคาญ” แต่แล้วในที่สุดก็มาถึงจุดที่ลุงกับสื่อมีปัญหากัน ทั้งที่ตามทำข่าวกันมาเกือบ 1 ปี
ประเด็นนี้ลุกเป็นไฟไม่ว่าจะบนสื่อหลัก อย่างน้อย ๆ ก็ 2 ช่อง และสื่อโซเชียลมีเดียอีกหลายแพลตฟอร์ม ถึงขนาดมีแฮชแท็กบนทวิตเตอร์เป็นของตัวเอง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรจะเป็น การที่เด็กคนหนึ่งเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา กับการดันให้หนึ่งในผู้ต้องสงสัยกลายเป็นคนดังของสังคม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความบิดเบี้ยวอะไรในสังคมไทย
ดีชั่วอยู่ที่สื่อปั้น
หากยังไม่ลืม ลุงเคยเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย “ใครฆ่าน้องชมพู่” ระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบจะครบ 1 ปีในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า สิ่งที่เราเห็นคือ “สื่อ” ดันให้คนธรรมดาคนนี้กลายเป็นคนดังของสังคม เริ่มตั้งแต่การตามทำข่าวในระยะประชิด รายการข่าวแบบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตลุง มีการชี้นำด้วยข้อคิดเห็นต่าง ๆ เกือบตลอดเวลารายการข่าว พอช่วงกลาง ๆ ก็เริ่มทำข่าวลุงในฐานะคนดัง จนมาถึงช่วงล่าสุดที่เราเห็นเป็นข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของลุง หากย้อนไปในช่วงแรกกับช่วงล่าสุด เราจะพบว่าอารมณ์และการชี้นำแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
โดยเฉพาะสำนักข่าวช่องหนึ่งที่เปลี่ยนสรรพนามจาก “ลุง” เป็น “นาย (ตามด้วยชื่อจริง)” ความดังที่เคยดันให้เขาพุ่งสู่จุดสุดเริ่มลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ความคิดเห็นที่เคยสนับสนุนกลับกลายเป็นการโจมตี เหมือนลืมไปว่าที่คนธรรมดาคนนี้มาถึงจุดนี้ก็เพราะการนำเสนอข่าวของ “สื่อ” จากคนธรรมดาเป็นเซเลบคนดัง พอมีปัญหาก็โจมตีและขุดดคุ้ยอย่างไม่เหลือเยื่อใย แน่นอนว่าไม่ได้บอกว่าพฤติกรรมลุงนั้นเหมาะสม แต่หากมองดี ๆ จากวันแรกมาจนถึงวันนี้ จะเห็นว่าลุงเองก็เป็น “เหยื่อ” และ “เครื่องมือ” ในการหาเงินเหมือนกัน
เรียกคนธรรมดามาเป็น “สื่อ”
อย่างที่เห็นกัน ไม่ใช่เฉพาะสื่อหลักเท่านั้นที่นำเสนอข่าวนี้ แต่สื่อโซเชียลมีเดีย จากคนธรรมดาจำนวนไม่น้อยกลุ่มหนึ่งที่ “สถาปนา” ตัวเองขึ้นมาเป็นสื่อเฉพาะกิจ สร้างภาพให้ตนเองว่าเป็น “ยูทูบเบอร์” หลายคนอาจจะไม่เคยจับกล้องมาก่อน กลายเป็นถือกล้องตามติด เพราะอะไรที่เป็นกระแส เป็นประเด็น ก็จะกลายเป็นข่าวดัง จากนั้นก็ย่อมขายได้ มีการนำเสนอคอนเทนต์ทุกวันไม่ว่าจะอิริยาบถไหน ไปทำอะไรก็มีคนทำเป็นสกู๊ป แถมยังไปรุกรานคุกคามชีวิตชาวบ้านในพื้นที่จนเขาพากันออกมาร้องเรียน
จากคดีปริศนาที่ยังไม่กระจ่าง ตำรวจยังหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ได้ แต่ที่หาได้เกลื่อนในตอนนี้ คือคนที่อยากจะเป็นสื่อ แล้วตั้งตนขึ้นมาตามรายงานข่าว นั่นเป็นเพราะยอดคนเข้าชม ยอดไลก์ ยอดคนติดตาม ยอดแชร์ สิ่งเหล่านี้มันสามารถกลายเป็นยอดเงินได้นั่นเอง
จากหมู่บ้านธรรมดาที่เกิดคดีกลายเป็นที่เที่ยว
ต่อเนื่องมาจากการทำข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากใครได้ลองเปิดข่าวดูจะพบว่านำเสนอข่าวนี้ข่าวเดียวทั้งช่วงข่าว หรือบางรายการคือเวลาแทบทั้งรายการข่าว ชนิดที่ไม่เห็นข่าวอื่นเลย ความน่าสนใจ น่าสงสัย เกิดการเดินทางที่จะเรียกว่า “ไปตามรอย” ก็คงไม่ผิด เราอาจเคยได้ยินการเที่ยวตามรอย จากนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวประเทศเกาหลีใต้ ไปตามรอยสถานที่ที่ปรากฏในซีรีส์เพื่อถ่ายรูป บางที่ทีมงานแค่บังเอิญเจอ แต่พออยู่ในซีรีส์ก็กลายเป็นที่ท่องเที่ยวขึ้นมา
กรณีใกล้เคียงกัน นี่คือสถานที่ที่พบศพเด็กหญิงวัย 3 ปีนอนเสียชีวิต กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเสียอย่างนั้น นี่คือคำถามที่สังคมตั้งขึ้นมาว่า มันเหมาะสมมากแค่ไหนที่ใครหลายคนหากินจากข่าวเด็กเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา เพราะจริง ๆ แล้วมันไม่ควรจะกลายเป็นที่เที่ยว มีคนต่างถิ่นย้านมาเช่าบ้านแถวนั้นเพื่อค้าขายให้กับคนที่เดินทางมาตามรอย รอบ ๆ ก็กลายเป็นหมู่บ้านยูทูบเบอร์ ที่มีทั้งสื่อหลักสื่อโซเชียลไปรอทำข่าวแบบปักหลักกันเลยทีเดียว
ดังได้เพราะเด็กตาย
นี่อาจเป็นเรื่องเป็นน่าเศร้าสำหรับคนที่ตามข่าวหลาย ๆ คนที่อยากจะรู้ว่า “ใครฆ่าน้องชมพู่” แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นชีวิตของครอบครัวครอบครัวหนึ่งที่กิน นั่ง นอน เดิน ก็เป็นข่าวไปเสียหมด ผู้คนพากันแบ่งทีม ออกหน้าเถียงแทนอยู่ร่ำไป เรียกได้ว่าช่วงหนึ่งโด่งดังกว่าดารานักแสดงเสียอีก สื่อหลักทุกช่องพูดถึง (มากน้อยต่างกัน) สื่อรองอย่างสื่อโซเชียลมีเดียไม่ต้องพูดถึง มีมาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน ทั้งยังไม่ได้ดังแค่ตัวบุคคล ที่เกิดเหตุยังกลายเป็นที่เที่ยวได้เลย
ประเด็นนี้ทำให้นึกถึงประโยคที่ว่า “ถ้าคุณอยากรู้ว่าคนในสังคมไหนเป็นอย่างไร ให้ดูข่าวที่พวกเขาสนใจ” นี่จึงสะท้อนรสนิยมการเสพสื่อของคนไทยส่วนใหญ่ จากที่ตามว่าน้องหาไปไหน น้องเสียชีวิตอย่างไร แล้วใครเป็นคนร้าย เปลี่ยนเป็นตามติดชีวิตลุงแทน กลับพลิกกลับด้าน ปริศนาเด็กตายมีไม่มีกี่คนที่สนใจ เพราะมาสนใจลุงของเด็ก ทั้งที่นอกจากความน่าเห็นใจที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในช่วงแรก ก็ไม่เห็นมีความจำเป็นที่ต้องยกยอปอปั้นเชิดชูมากขนาดนั้น
จากผู้ต้องสงสัยกลายเป็นเซเลบ
อีกประเด็นที่ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้ หวังว่าจะจำกันได้ว่าลุงเป็น “หนึ่งในผู้ต้องสงสัย” ขณะนี้คดีก็ยังไม่สิ้นสุด ทางตำรวจก็พยายามหาหลักฐาน หาพยานให้มากที่สุดเท่าที่จะหลงเหลือให้หา แต่ผู้ต้องสงสัยกลายเป็นเซเลบไปเสียแล้ว สื่อนำเสนอข่าวชีวิตประจำวันของลุงทุกย่างก้าว ตั้งแต่เรื่องกินข้าว สัดส่วนร่างกาย ความสนใจที่จะเข้าสู่วงการบันเทิง มีคนเสนอตัวจะเป็นผู้จัดการส่วนตัว เต้นเพลงเต่างอยก็เป็นข่าว มีงานพรีเซนเตอร์สินค้า มีงานเดินแบบ กลายเป็นศิลปินที่มีช่องยูทูบเป็นของตนเอง ที่มียอดผู้ติดตามกว่า 3.35 แสนคน และแน่นอนว่าการเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า หรือมีคอนเทนต์ลงยูทูบ ลุงได้รับค่าตัว และค่าโฆษณา
โยงเข้าเรื่องเหนือธรรมชาติได้ทุกประเด็น
จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของสังคมไทย หลายคนมองว่าเรื่องของความเชื่อเป็นเรื่องที่ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” และก็ไม่ควรจะใช้บรรทัดฐานตัวเองไปตัดสินความเชื่อของใคร อย่างไรก็ดี กลับมามองต้นตอของเรื่องนี้กันอีกสักครั้งว่าเป็นคดีเด็กเสียชีวิิตอย่างเป็นปริศนา ไม่ใช่ว่าอะไรก็จะโยงเข้าไสยศาสตร์ไปหมด ตั้งแต่ช่วงแรกมีทั้งคนทรง หมอผี หรือแม้กระทั่งพระ พากันมาให้ความเห็นในคดีนี้ ชาวบ้านก็มีขอเลข มีพิธีกรรมต่าง ๆ นานา หรือการที่ลุงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับนักข่าว ยังมองว่าเกิดจากการที่ “ผีเข้า” ได้เลย
มีแฟนคลับเป็นองครักษ์
ปริศนาการตายของเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง สร้างให้ครอบครัวผู้ต้องสงสัยกลายเป็นที่รู้จักของสังคม โด่งดังแบบปรากฏในทุกสื่อ ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็จะมีแฟนคลับตามให้กำลังใจเสมอ การให้กำลังใจคนคนหนึ่งในฐานะที่เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัย ซึ่งยังไม่ชี้ชัดว่าเป็นคนทำจริงหรือไม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่กรณีนี้มันมากกว่านั้น เพราะลุงกลายเป็นบุคคลที่แตะต้องไม่ได้ หากมีคนแสดงความคิดเห็นในเชิงลบก็ไม่วายมีองครักษ์เชิญทัวร์มาลง ทำให้สื่อบางสื่อไม่กล้าที่จะนำเสนอข่าวอีกด้าน ชาวบ้านอื่น ๆ ก็ไม่กล้าพูด กลัวจะถูกหาว่าใส่ร้าย
ทำให้ประเด็นที่สังคมควรจะตั้งคำถาม และควรจะหาคำตอบถูกทำให้บิดเบือนไป คนที่สงสัยตั้งคำถามไม่ได้ และแน่นอนว่าไม่มีคำตอบ หากมีเรื่องในทางลบ ก็จะมีแฟนคลับออกมาแก้ตัวแก้ต่างให้ หรือพากันแบนสื่อที่ไม่คล้อยตาม เช่น ช่วงที่มีดราม่าหนัก ๆ รายการดังรายการหนึ่งของช่องมากสีต้องประกาศงดออกอากาศเทปที่ลุงมาเป็นแขกรับเชิญ มีเหล่าแฟนคลับแห่กันแบนช่องมากสี ตามด้วยคอมเมนต์เดือดในช่องแสดงความคิดเห็น






























