“Please Don’t Date Him” โปรดระวัง! ถูกติดตามด้วย AI

ภาพจาก MBC

เคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหมว่า “จะเป็นยังไงนะ ถ้าทุกความเคลื่อนไหวของเราถูกจับจ้องด้วยวัตถุใกล้ตัวอย่างสมาร์ทโฟน” เราอาจจะรู้สึกว้าวซ่ากับความสามารถของโทรศัพท์รุ่นใหม่ ๆ ทุกวันนี้ เพราะมันฉลาดมาก ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง แว่บแรกที่เห็นก็อาจจะรู้สึกว่าความสะดวกสบายนี้มันมหัศจรรย์ “เฮ้ย! เจ๋งอะ มันทำได้ไง (วะ)” แต่หลังจากนั้นเสี้ยววินาที บางคนจะเริ่มมีคำถาม “มันได้ข้อมูลอะไรของเราไปบ้างเนี่ย หลุดไปถึงไหนแล้ว แล้วมันจะเอาไปทำอะไร” เริ่มไม่ตลกแล้วใช่ไหม ที่ชีวิตประจำวันของเราถูกจับจ้องด้วยโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

ก็ใครจะคิด ว่าเทคโนโลยีจะมาไกลได้ขนาดนี้ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี จากโทรศัพท์ 2G โทรออก-รับสาย กลายเป็นอุปกรณ์ที่สั่งให้เปิดทีวีก็ได้ สั่งให้ต้มน้ำในกาที่อยู่ที่บ้านก็ได้ แถมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็ยังสาระแนขึ้นโฆษณานู่นนั่นนี่มาให้ เพียงเพราะเราค้นหาข้อมูลมันแค่ครั้งหรือสองครั้ง ถ้าใครยังดูดาย คิดว่ามันก็แค่วัตถุชิ้นหนึ่ง คงไม่ลืมใช่ไหม ว่าเทคโนโลยีที่ฉลาดนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะ “มนุษย์ที่ฉลาด” พัฒนามันขึ้นมา

นั่นสินะ ความรู้สึกกังวล หวาดระแวง และหวาดกลัว อาจจะมากขึ้นก็ได้ ถ้าลองได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ “Please Don’t Date Him”

ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ส่วนตัวอีกต่อไป

เพิ่งจะมีข่าวช็อกสำหรับสายช้อปไปเมื่อวานนี้เอง (สด ๆ ร้อน ๆ มาก) กับข่าวที่ว่า ข้อมูลของผู้ใช้งานแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง 2 เจ้า แข่งกันทำข้อมูลลูกค้าหลุด แถมที่หลุดก็ไม่ใช่ 10-20 คน แต่เป็น 13 ล้านคน!!! ขุ่นพระ หลุดเฉย ๆ ไม่พอ เพราะถ้าข้อมูลอยู่ในมือแฮกเกอร์แล้ว เขาจะเอาไปทำอะไรต่อก็ย่อมได้ เอาล่ะสิ 11-11 ที่ผ่านมาก็ช้อปกันแหลกลาญขนาดนั้น คงมีสักแว่บแหละที่คิดขึ้นว่า “-ู เป็น 1 ใน 13 ล้านหรือเปล่าวะ”

แน่นอน แฮกเกอร์เป็นอาชญากร เป็นไปได้เหรอที่ได้ข้อมูลส่วนตัวของคนไปตั้งขนาดนั้นแล้วจะไม่ทำอะไร เก็บไว้เฉย ๆ มันไม่ได้เงินนะคะ ต้องขายสิถึงจะได้เงิน ยิ่งข้อมูลที่หลุดไปล้วงลึกชีวิตเราได้มากแค่ไหน มูลค่าก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น แล้วลูกค้าของบรรดาแฮกเกอร์ก็คงไม่ใช่ใครอื่น ถ้าไม่ใช่มิจฉาชีพด้วยกัน หรือบริษัทที่วิจัยพัฒนาสมองกลต่าง ๆ เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการทดสอบระบบ และก็คงไม่พ้นบริษัทที่วิจัยข้อมูลการตลาด เพื่อนำมาทำโฆษณาเสิร์ฟเราทุกเช้าค่ำนั่นเอง

“Please Don’t Date Him” ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาววัย 30 ปี ที่ทำงานเป็นมันสมองของแผนกวิจัยและพัฒนาบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ผลงานชิ้นโบแดงของนางคือ “จังโกะ” ตู้เย็นที่ประมวลผลด้วย AI ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งานด้วยอัลกอริทึม ความสามารถของนางคือเขียนโค้ดได้ ซ่อมเครื่องเป็น หรือแม้แต่เชื่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็ก ๆ นางก็ทำ

ภาพจาก MBC

พอมีข้อมูลว่า “พฤติกรรมผู้ใช้งาน” ก็เริ่มใกล้ตัวเข้ามาแล้วใช่ไหมล่ะ เพราะก่อนออกวางจำหน่าย อุปกรณ์เหล่านี้ต้องถูกทดสอบระบบ แล้วข้อมูลที่จะนำมาทดสอบเพื่อให้ได้ผลน่าเชื่อถือและใช้งานได้จริง ข้อมูลของผู้วิจัยและพัฒนานั้นไม่พอหรอก ให้ผลลัพธ์ไม่ว้าวเท่าไร ต้องเป็นข้อมูลของคนอื่นที่ AI ยังไม่รู้จักสิ แต่ถ้า AI รู้จักได้แล้วประมวลผลออกมาน่าทึ่ง นั่นแหละ เครื่องนี้ถึงจะขายได้ หัวหน้านางยังบอกให้ไปเอาข้อมูลส่วนตัวพนักงานจากฝ่ายบุคคลมาทดลอง แต่นางไม่ทำ เพราะมันถูกฟ้องร้องได้เลยกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

แต่ในความเป็นจริง ถ้าอยากจะขายเครื่องพวกนี้ได้ ผู้วิจัยและพัฒนาจะได้ข้อมูลส่วนตัวของเรามาจากที่ไหนล่ะ ย้อนขึ้นไปอ่านย่อหน้าที่พูดเรื่องแอปฯ ช้อปปิ้งทำข้อมูลหลุดดูสิแล้วจะได้คำตอบ

“ยิ่งสะดวกก็ยิ่งอันตราย” ที่พูดแบบนี้ไม่ได้อยยากให้ตื่นตระหนก แต่ควรตื่นรู้ จงตระหนักว่าชีวิตส่วนตัวของเรานั้นไม่ส่วนตัวอีกต่อไป เพราะถูกล้วงความลับจากอุปกรณ์ใกล้ตัวอย่างสมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียที่ใช้กันอยู่ทุกวัน แล้วก็มีคนพร้อมจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวของเราอยู่ตลอดเวลา

AI ทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด

แน่นอนว่าคนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีเขารู้อยู่แล้วแหละว่า AI มันฉลาดขนาดไหน ซึ่งมันกคงฉลาดเกิน IQ เฉลี่ยของคนส่วนมากอยู่แล้ว ไม่แปลกเลย เพราะคนที่จะพัฒนาอะไรล้ำโลกแบบนี้ได้ ก็ต้อง IQ สูงกว่าคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว คนประเภทนี้มีไม่มาก แต่สิ่งที่เขาทำได้น่ากลัวมาก

ภาพจาก MBC

จริง ๆ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์แนวโรแมนติก-คอมเมดี้ แต่ถ้าดูให้ลึกกว่าพระเอกหล่อ นางเอกสวย ตลก หรือดูแล้วฟิน บอกเลยว่ามันมีผลต่อความหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย AI ตัวปัญหาถูกพัฒนาขึ้นให้อยู่หน้าตู้เย็น แล้วบอกผู้ใช้งานว่ามื้อต่อไปควรกินอะไร โดยวิเคราะห์เมนูจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้นั่นแหละ แต่ผู้ใช้งานต้องป้อนข้อมูลก่อนว่าเพศอะไร อายุเท่าไร และมื้อล่าสุดกินอะไรไป อัลกอริทึมจะประมวลผลจากพฤติกรรมการบริโภค แล้วบอกเราว่ามื้อนี้จะกินอะไรดี

แต่แล้วแค่ไฟลัดวงจรครั้งเดียวก็เปลี่ยนชีวิต AI ตัวนี้ หลังจากไฟไหม้ มันไม่ได้แค่ประมวลผลว่ามื้อนี้จะกินอะไรดีเพื่อให้สมดุลกับมื้อที่ผ่านมา ได้คุณค่าทางอาหารเหมาะสมกับร่างกายไหม แต่กลายเป็นว่ามันบอกแม้กระทั่งชื่อเจ้าของข้อมูล ไม่หยุดแค่นั้น มันยังขึ้นข้อมูลคนคนนั้นแบบเรียลไทม์ ว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร และพูดอะไรบ้าง บ้าบอมาก ๆ ใช่ไหมล่ะ ถ้าเรานินทาใครสักคนอยู่แล้วเจ้าตัวเขาเกิดได้ยินเข้าผ่านอุปกรณ์ล้ำ ๆ ที่เราพกติดตัว

ถ้าเป็นเพื่อนที่ตีสองหน้าเอาเราไปนินทานิสัยแย่ ๆ ของเรา ถึงจะเจ็บใจแต่ยังพอรับได้ แต่ไม่ใช่สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ เพราะถ้าแฟนที่กำลังจะเป็นว่าที่สามี เอาเราไปนินทากับเพื่อนสนิทแบบเสีย ๆ หาย ๆ ด่าลับหลัง ที่แย่ที่สุดคือถึงขั้นเอาเรื่องบนเตียง และรูปถ่ายที่เราอยู่ในห้องกับเขา 2 คน (แต่ไม่ถึงกับเปลือย) ส่งไปให้เพื่อนดูแล้วล่ะก็ ผู้ชายคนนี้ยังน่าคบอยู่ไหม เรายังจะแต่งงานกับเขาอยู่หรือเปล่า

ภาพจาก MBC

เป็นที่มาของชื่อเรื่อง “Please Don’t Date Him” ในเมื่อผู้ชายที่กำลังคบเป็นแบบนี้ ยังจะกล้าคบอยู่ไหมถามใจดู จากที่ไม่มีทางรู้ว่าคนคนนั้นเป็นคนยังไง คงไม่คิดว่าจะถูกคนคนนั้นหลอก แต่ก็บังเอิญไปรู้จักตัวตนของใครบางคนเข้าก่อนที่จะสายเกินไป นับว่าเป็นโชคดีจริง ๆ

แล้วเราจะอยู่ได้ไหมถ้าไม่พึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้?

โอ้โห! แทบจะตอบแบบไม่ต้องคิดเลย จะอยู่ได้ยังไงกันล่ะถ้าไม่พึ่งเทคโนโลยีพวกนี้ ใช่แหละ ใช่เลย เพราะเราใช้งานมันจนเคยชิน และติดนิสัยเสียไปแล้ว โดยเฉพาะเด็ก Gen Z ที่เกิดมาปุ๊ป สมาร์ทโฟนก็อยู่ตรงหน้า หรือถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เวลาจะค้นหาข้อมูลนู่นนั่นนี่ ยังออกคำสั่งกับมือถือว่า “OK Google” หรือ “หวัดดี Siri” บอกได้เลยว่าคงใช้ชีวิตอยู่บนโลกล้ำ ๆ แบบไม่ทำตัวให้ทันไม่ได้

ทำไมเราถึงเลือกใช้คำว่า “ทำตัวให้ทัน” นั่นก็เพราะลองมองผู้คนส่วนใหญ่รอบ ๆ ตัวเราสิ เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกันที่จะใช้ชีวิต “ให้ล้ำ” กว่าเทคโนโลยี ในเมื่อก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าคนหลายคนตกเป็นทาสมันไปแล้ว

ภาพจาก MBC

ถ้าพูดกับคน Gen Y ที่ยังทันการใช้งานสิ่งต่าง ๆ แบบอัตโนมือ ถ้าจะออกห่างเทคโนโลยีก็เหมือนกับพาตัวเองกลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งอันที่จริงโลกมันมาขนาดนี้แล้ว เราตัดทิ้งมันเด็ดขาดไม่ได้หรอก แต่ถ้าให้ห่างยังพอทำได้ เหมือนพระเอกของเรื่องไง นางอยู่ได้โดยไม่มีสมาร์ทโฟน ยังใช้โทรศัพท์ 2G ธรรมดา ซึ่งนางก็ยังมีความสุขดี แต่ถ้าอยากรู้ว่านางอยู่ยังไง หรืออนาคตจะเปลี่ยนความคิดไหม ก็คงต้องตามดูซีรีส์เรื่องนี้ต่อไป

ถ้าลองสังเกตหน่อยละก็ จะเห็นว่าช่วงหลัง ๆ ซีรีส์ที่เอามาเล่าสู่กันฟัง จะพูดถึง “ภัยไซเบอร์” แทบทั้งนั้น ต่างกันแค่จะเล่าเรื่องแบบไหน เล่าในเชิงวิเคราะห์เลือกคบผู้ชาย เล่าในเชิงเริ่มต้นทำธุรกิจ เล่าแบบซีรีส์ผี หรือเล่าโต้ง ๆ ว่ามันอันตรายแค่ไหนก็ทำมาแล้ว ในเมื่อข้อมูลส่วนตัวของเราอาจหลุดไปให้ใครต่อใครซื้อหาได้ง่ายแบบนี้ คงต้องมาคิดดูดี ๆ แล้วล่ะ ว่าตอนนี้เราอยู่ในฐานะ “ผู้ใช้งาน” หรือเป็น “สินค้า” อยู่กันแน่ ความสะดวกสบาย ความน่าทึ่งที่เรากำลังตื่นตาตื่นใจกับมันอยู่ อาจจะไม่น่ารักอีกต่อไปแล้วก็ได้ :S