สดุดี เจอร์เก้น คล็อปป์

ในวันที่ “แฟนหงส์” ได้ฉลองชัยกันอย่างเต็มปรี่ หลังจากทีมรักกลับมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โอว ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะเนิ่นนานขนาดนั้น แต่มันก็เป็นไปแล้ว โชคดีที่การรอคอยสิ้นสุดลงเสียที งานนี้ผมขอยกเครดิตให้กับผู้จัดการทีมอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ไปเต็ม ๆ

เหตุผลที่ต้องพูดอย่างนั้น เพราะผู้จัดการทีมก่อนหน้าเขาอย่าง แกรม ซูเนสส์, รอย อีแวนส์, เชราร์ อุลลิเย่ร์, ราฟา เบนิเตซ, รอย ฮ็อดจ์สัน, เคนนี่ เดลกลิช และแบรนดอน ร็อดเจอร์ส เคยพยายามทุ่มเงินไปมากมายมหาศาล รวมแล้วใช้เวลาไปตั้ง 3 ทศวรรษ ยังทำไม่สำเร็จ ลองมาดูกันสิว่า จุดเด่นที่ทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ประสบความสำเร็จคืออะไร

รวมหัวใจเป็นหนึ่งเดียว

เคล็ดลับอย่างหนึ่งของ คล็อปป์ คือการผสานเป็นหนึ่งเดียวกับนักเตะ รวมทั้งแฟนบอล และสโมสร หลายหนที่เราเห็นเขาทำตัวเป็นกันเองโอบกอดและให้กำลังใจลูกทีม บางครั้งก็ทำตัวเป็นเชียร์ลีดเดอร์คอยกระตุ้นเหล่ากองเชียร์ จนทำให้คนลืมไปด้วยว่าเขาเป็นกุนซือต่างชาติ ทำได้ดีกว่าผู้จัดการทีมที่เป็นคนในสหราชอาณาจักรเองอย่าง รอย ฮ็อดจ์สัน หรือแบรนดอน ร็อดเจอร์ส เสียด้วยซ้ำ

ส่วนเรื่องความผูกพันกับทีมนั้น แทบทุกการสัมภาษณ์ คล็อปป์ แสดงให้เห็นว่า เขาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูลมาเป็นอย่างดี เข้าอกเข้าใจซึมซับความรู้สึกของผู้คนในเมือง แสดงออกให้เห็นเด่นชัดไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่มีต่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานอย่างเคนนี่ เดลกลิช หรือแม้กระทั่งปรมาจารย์ผู้ล่วงลับไปแล้วอย่าง บิล แชงค์ลีย์ ไม่แปลกที่เขาจะชนะใจทุกคน

ตั้งเป้าไว้ที่ดวงจันทร์

กุนซือชาวเยอรมันผู้นี้เคยกล่าวเมื่อปีที่แล้วว่า ความสำเร็จของลิเวอร์พูลชุดนี้มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่เขาพูดอาจมีโอกาสเป็นจริงอยู่ไม่น้อย เพราะหากลองเช็กวัยของนักเตะแกนหลักในทีมยังไม่มีใครถึง 30 สักคน อาวุโสสุดก็กัปตันเฮนโด้บนวัย 29 ขวบ ส่วน 3 ประสานในแดนหน้าอายุ 27 ปีเท่ากันหมด ดังนั้นแสดงให้เห็นถึงการมองไปที่อนาคต และเป้าหมายอยู่ที่การมุ่งมั่นไปให้ถึงแชมป์ต่อไปเท่านั้น

หากมองย้อนหลังกลับไป ผู้จัดการทีมคนก่อน ๆ พอเข้ามาทำหน้าที่มักประกาศแต่เพียง ขอตั้งเป้าไว้ที่ท็อปโฟร์ ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ พอพลาดมาก็หลุดไปเล่นยูโรป้าลีกโน่น ส่วนคล็อปป์นั้นรู้ดีว่า จุดหมายของทีมที่มีอดีตอันยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความคาดหวังของแฟนบอลควรจะวางที่ตรงไหน และเขาก็ทำสำเร็จในที่สุด ดั่งประโยคที่ว่า “ตั้งเป้าไว้ที่ดวงจันทร์ ถ้าไปไม่ถึง คุณยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

คำว่ายอมแพ้ไม่เคยอยู่ในหัวสมอง

ฤดูกาล 2017-18 ลิเวอร์พูล พลาดท่าพ่าย เรอัล มาดริด 1-3 ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หลายคนพากันผิดหวังกับฟอร์มนักเตะและผู้รักษาประตู และไม่คิดว่า “หงส์แดง” จะกลับมาได้อีก ไม่น่าเชื่อว่าอีกเพียง 1 ปีให้หลัง พวกเขากรีฑาทัพสู่นัดชิงชนะเลิศอีกครั้ง ที่กรุงมาดริด แล้วคราวนี้ คล็อปป์กับลูกทีมไม่ทำให้กองเชียร์ผิดหวัง สามารถโค่น สเปอร์ส 2-0 เบิกฤกษ์คว้าโทรฟี่แรกในยุคของกุนซือเยอรมันผู้นี้มาครอง

ปีเดียวกันนั้น ลิเวอร์พูล ชวดแชมป์พรีเมียร์ลีก ทั้ง ๆ ที่โชว์ฟอร์มสุดยอดกวาดคะแนนไปถึง 97 แต้ม แต่ยังไม่เพียงพอจะทำให้พวกเขาเหนือกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลายคนเป็นห่วงว่าทีมจากเมอร์ซี่ไซด์จะเสียกำลังใจหรือไม่ และอีกครั้งที่คล็อปป์พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าไม่เคยยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เขาพาทีมกลับมาแรงทิ้งห่าง “เรือใบสีฟ้า” เถลิงบัลลังก์พรีเมียร์ลีกสำเร็จสมปรารถนาของแฟนบอลจนได้ในซีซั่นนี้

ดวงตาอันแหลมคมในการซื้อนักเตะ

แน่นอนการหานักฟุตบอลเข้าสโมสรลิเวอร์พูลในยุคนี้นั้นทำงานกันเป็นทีมโดยมี ไมเคิล เอ็ดเวิดส์ ผู้อำนวยการด้านฟุตบอลเป็นคีย์แมนทำงานสอดประสานกับคล็อปป์ ดูเหมือนผลลัพธ์ที่ออกมามันช่างน่าชื่นชม เพราะพวกเขาค้นพบแข้งอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โม ซาลาห์, จินี่ ไวนัลจ์ดุม, ฟาบินโญ่ จนมาถึงเวอร์จิล ฟาน ไดค์ และอลิสซอน เบ็คเกอร์ เรียกได้ว่าซื้อแทบจะไม่ผิดพลาดเลย นั่นคือคุณสมบัติของทีมที่จะเป็นแชมป์ต้องมี ไม่เหมือนยุคก่อนหน้าที่ไปซื้อแบบ มาริโอ บาโลเตลลี่ คริสติยอง เบนเตเก้ หรือมามาดู ซาโก้ มาร่วมทีม เฮ้อ หมดไปเยอะเลยนะนั่น

ทั้งหมดคือสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ พา “หงส์แดง” กลับมาเป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ น่าจับตามองว่าเขาและทีมงานจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมชุดนี้อย่างไร

เป้าหมายในฤดูกาลหน้า แชมป์สมัยที่ 20 เพื่อกลับไปเทียบเท่ากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแซงไปให้ได้ ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งนัก จับตา เจอร์เก้น คล็อปป์ และเหล่าขุนพลของเขาให้ดี ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่.