โบกมืออำลา “สายลมหนาว” ที่ “แอฟริกาเหนือ” (ตอนแรก)
You must remember this
A kiss is just a kiss
A sigh is just a sigh
The fundamental things apply
As time goes by
And when two lovers woo
They still say “I love you”
On that you can rely
No matter what the future brings
As time goes by
Moonlight and love songs
Never out of date
Hearts full of passion
Jealousy and hate
Woman needs man, and man must have his mate
That no one can deny
It’s still the same old story
A fight for love and glory
A case of do or die
The world will always welcome lovers
As time goes by
Moonlight and love songs
Never out of date
Hearts full of passion
Jealousy and hate
Woman needs man, and man must have his mate
That no one can deny
It’s still the same old story
A fight for love and glory
A case of do or die
The world will always welcome lovers
As time goes by
สัปดาห์นี้ ตามสัญญา จะขอเริ่มออกสตาร์ท โบกมืออำลา “สายลมหนาว” ที่ “แอฟริกาเหนือ” กันที่ซุป’ตาร์ “แอฟริกาเหนือ” คือ “โมร็อคโค” กันครับ
บทเพลงที่นำมาเปิดคอลัมน์มีชื่อว่า As Time Goes By ผลงานการประพันธ์ของ Herman Hupfeld เมื่อปี ค.ศ. 1931 ขับร้องโดย Dooley Wilson เป็นเพลงในภาพยนตร์เรื่อง Casablanca
ทั้งหนังทั้งเพลงมีความคลาสสิก “ขึ้นชั้น” ไปนานแล้วครับ
ที่หยิบยกมาพูดถึง ก็เพราะ Casablanca นั้นเป็น “เมืองเอก” ของ “โมร็อคโค” ครับ

Casablanca ตั้งอยู่ริมฝั่ง “มหาสมุทรแอตแลนติก” ห่างจาก “กรุงราบัต” เมืองหลวงของ “โมร็อคโค” ลงไปทางทิศใต้ ระยะทางราว 80 กิโลเมตร
หลายคนออกเสียง Casablanca ว่า “คาซาบลังก้า” แต่อันที่จริงแล้ว “คน“โมร็อคโค” เรียก Casablanca ว่า “กาซาบล็องกา” ครับ
ดังที่กล่าวไป ว่า Casablanca นั้น นอกจากจะเป็น “เมืองเอก” ของ “โมร็อคโค” แล้ว ยังมีสถานะเป็น “เมืองท่าหลัก” และ “เมืองที่ใหญ่ที่สุด” ของ “โมร็อคโค” นอกจากนี้ Casablanca ยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดใน “ภูมิภาคมาเกร็บ” หรือ “แอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ” อีกด้วยครับ
Casablanca มีประชากรราว 3 ล้านคน Casablanca จึงถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของ “โมร็อคโค”

ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของ “โมร็อคโค” พบว่า บริเวณเมือง Casablanca แห่งนี้ มีชาว “เบอร์เบอร์” เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนที่ชาว “ฟินิเชีย” ชาว “โรมัน” และชาว “เมรินิด” จะเข้ามายึดครอง และเปลี่ยนชื่อเป็นเมือง “อันฟา”
“อันฟา” แหล่งกบดานที่สำคัญของเหล่า “โจรสลัด” จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 จากนั้น นักล่าอาณานิคม “โปรตุเกส” ก็ได้เข้ามายึดครอง และสร้างใหม่ป้อมปราการให้ใหม่จำนวนมาก
โดยตั้งชื่อเมืองใหม่ที่เจริญเติบโตรอบๆ ป้อมปราการดังกล่าวว่า Casablanca ที่มาความหมายว่า “บ้านสีขาว” ในภาษา “โปรตุเกส” เนื่องจาก ตึกรามบ้านช่องของ Casablanca ทั้งเมืองจะเป็นสีขาว ตัดกับท้องฟ้าสีสดใสนั่นเองครับ

ในศตวรรษที่ 17 Casablanca ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่คร่าชีวิตชาว “โปรตุเกส” ไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงคนพื้นเมือง และผู้อพยพอื่นๆ ทำให้ “โปรตุเกส” ได้ละทิ้งเมืองไปหลังจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว
ทำให้ “สุลต่าน” แห่ง “โมร็อคโค” ได้มีดำริที่จะ “สร้าง Casablanca ขึ้นใหม่” ได้รับความช่วยเหลือจาก “สเปน” แต่ไม่ได้เปลี่ยนชื่อเมือง เพราะในภาษา “สเปน” นั้น Casablanca ก็แปลว่ “บ้านสีขาว” เช่นกัน
โดยในเวลาต่อมา Casablanca ได้ถูกฝรั่งเศสเข้ายึดครองตอนต้นศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งได้รับเอกราชพร้อมกับเมืองอื่นๆ ทั้งหมดของ “โมร็อคโค” เมื่อปี ค.ศ. 1956 นั่นเองครับ

ไฮไลท์ของ Casablanca นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คือ “มัสยิด Hassan II Mosque” ซึ่งถือเป็น “มัสยิดที่ใหญ่ที่สุด” ของ “ทวีปแอฟริกา” และแน่นอน “มัสยิด Hassan II Mosque” แห่งนี้ ย่อมต้องเป็น “มัสยิดที่ใหญ่ที่สุด” ของ “โมร็อคโค” ไปด้วยโดยปริยาย
“มัสยิด Hassan II Mosque” แห่งนี้ มีชัยภูมิทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณริมทะเลที่มีชายหาดงดงามมากครับ โดยภายใน “มัสยิด Hassan II Mosque” นั้นก็ได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายโมเสคตามสไตล์อาหรับที่สวยงามมากแห่งหนึ่งเลยทีเดียว






























