Home Inspiration ชีวิตติดลูกหนัง ลดวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง

ลดวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง

ช่วงนี้ดูเหมือนวงจร “วาทกรรมแห่งความเกลียดชัง” จะกลับมาเล่นงานสังคมไทยอีกครั้ง คำพูดประเภทปลุกปั่น แยกพวกเขาพวกเรา แยกสีแยกเหล่า ไม่เอาคนอาชีพนั้น ไม่เอาคนอาชีพนี้ โดยใช้เหตุผลของตนเองฝ่ายเดียวนั้น เชื่อเถอะว่าสุดท้ายแล้วนั้น ล้วนไม่ได้สร้างสรรค์ประโยชน์ใดๆให้ส่วนรวมเลย รังแต่จะสร้างความเกลียดชัง ใครโดนกระตุ้นแล้วไปหลงเชื่อตาม ก็อาจจะสร้างความแตกแยกในวงกว้างได้

ยิ่งสมัยนี้มีโซเชียลมีเดีย ใช้ขยายความ หรือแสดงความรู้สึกกันได้อย่างอิสรเสรี บางคนข้อมูลน้อย แต่ชอบแสดงความคิดเห็นเยอะ เห็นพวกเฮมาก็เฮไป ลงท้ายไม่ได้อะไรเลย แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ สร้างสรรค์อะไรไม่ได้ ได้แต่ความเกลียดชังกัน

สมัยก่อน “วาทกรรม” แบบนี้มักใช้กันในวงการกีฬาเสียมากกว่า ในการโจมตีคู่ปรับเพื่อข่มขวัญ เป็นสงครามจิตวิทยา นักกีฬาที่ชอบใช้คำพูดปั่นหัวคู่ต่อสู้ก็มี ยกตัวอย่างเช่น โมฮัมเหม็ด อาลี “สิงห์จอมโว” นักมวยรุ่นเฮฟวี่เวท ที่บางทีก่อนขึ้นชกก็ทำนายทายทักเสียแล้วว่า จะน็อคคู่ต่อสู้ในยกไหน หรือข่มคู่ต่อกรว่ากระจอกอย่างโน้นอย่างนี้

น่าเสียดายที่ประเทศมิใช่เวทีมวยที่จะเอาแค่ชนะคะคานกันให้ได้เท่านั้น เมืองไทยในอดีตนั้นเห็นคนสร้างวาทกรรมเก่งมาแล้วมากมาย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ได้เป็นถึงดาวสภาบ้าง เป็นผีพุ่งไต้บ้าง พูดเก่งมีเยอะ พอให้ทำเข้าจริงๆ ไม่เป็นท่า เห็นมาทุกวงการ สุดท้ายมันก็ต้องวัดกันด้วยการกระทำ อาจจะเห็นผลช้าหน่อย แต่พิสูจน์ได้จริง

สมัยผมเด็กๆ คุณพ่อมักจะสอนเสมอว่า อย่าตัดสินคนที่คำพูด ให้ดูที่การกระทำ และจะดูคนให้ชัดก็ต้องดูนานๆ ระยะทางพิสูจน์ม้า การเวลาพิสูจน์คนนั่นแหล่ะ จงอย่าเชื่อคนง่ายนักต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนก็ตาม เพราะทุกฝ่ายก็มีทั้งคนดีและคนชั่วแฝงเร้นอยู่ด้วยทั้งนั้น

พอโตขึ้นมา พอจะเลือกเชื่ออะไรจึงต้องมีการตรวจสอบกันสักนิด จะเชื่อความรู้สึกตัวเองล้วนๆ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ จะฟังใครคนใดคนหนึ่งก็ไม่ดี ดังนั้นเขาถึงต้องมีวิธีการ Cross check, Reference check เบื้องหลังและที่มาที่ไปคนเหล่านั้นจากหลายๆฝ่าย

ถึงเวลานี้ได้แต่คิดถึงนักการเมืองเก่าๆอย่างคุณชวน หลีกภัย ในลีลาคลาสสิกไม่เลอะเทอะ พูดน้อยต่อยหนัก มีหลักการ หรือเก่าไปกว่านั้นหน่อยอย่าง “ป๋าเปรม” ท่านก็พูดน้อย ทำมากกว่าพูด ไม่มีเรื่องอะไรก็จะไล่นักข่าวกลับบ้านอย่างเดียว “กลับบ้านเถอะลูก”

ยุคนั้นมีแต่คนพูดน้อย แต่ประเทศเจริญมากจริงๆ.