“ซัลวาดอร์ ดาลี” ผู้ทำให้ “นาฬิกา มีค่ามากกว่าใส่โชว์”

“นาฬิกา” บางคนใส่ไว้ดูเวลา  บางคนใส่เป็นแฟชั่น บางคนใส่ไว้อวด หรือบางคนซื้อเพื่อสะสม  แต่ในมุมของศิลปะนั้น “นาฬิกา” เคยถูกสร้างชื่อเสียงจนคนรู้จักในระดับโลกมาแล้ว!

พูดกันตรงๆ ก็คือ น้อยคนนะที่จะไม่รู้จัก “Salvador Dali” ซัลวาดอร์ ดาลี ศิลปินชาวสเปน  ผู้มีหนวดเป็นเอกลักษณ์  และสร้างผลงานมีชื่อเสียงไว้มากมาย รวมถึงผลงานที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “นาฬิกาเหลว”​ อีกด้วย (ถึงจะไม่รู้เรื่องราว แต่ก็คงเคยได้ยินชื่อผ่านหูเห็นผ่านตากันบ้าง)

“Salvador Dali” ซัลวาดอร์ ดาลี แบบย่อๆ 

ศิลปินชาวสเปน ที่เกิดเมื่อปีค.ศ. 1904  ที่นครฟิกเกอร์ส แคว้นแคทาโลเนีย (หรือกาตาลุญญาที่เรารู้จักกัน) เขาเป็นศิลปินที่รู้ตัวมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นศิลปิน เรียกได้ว่าเก่งตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ก็สนับสนุนทางนี้ จึงได้ฝึกฝีมือตัวเองมาตั้งแต่ตอนนั้น และเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะตั้งแต่อายุ 12 ปี

ดาลีมีสไตล์การวาดที่ได้อิทธิพลมาจากยุค Renaissance (ยุคเรอเนสซองส์ หรือสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา) แต่ว่าเนื้อหาของภาพเนี่ย เป็น Surrealism (ลัทธิเหนือจริง) แบบเต็มๆ

ที่จริงแล้วนอกเหนือจากงานจิตรกรรมที่โดดเด่นของดาลีแล้วเขายังมีความสามารถด้านประติมากรรม ภาพยนตร์ ถ่ายภาพ  เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินทุกด้านเลยทีเดียว

แล้ว Surrealism คืออะไร?

Surrealism หรือ ลัทธิเหนือจริง ลัทธิหนึ่งทางศิลปะที่มีจุดเริ่มต้นมาจากปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปีค.ศ. 1920  หรือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั่นแหละ

คำว่า Surrealism ใช้จำกัดความผลงานศิลปะที่มีเนื้อหา “เกินความจริง” ไม่สามารถเกิดขึ้นได้  เป็นลัทธิที่สะท้อนจิตสำนึกของศิลปินออกมาโดยไม่ต้องอ้างอิงเหตุผลหรือความเป็นไปได้บนโลก หรือบางคนอาจเรียกว่าเป็นงานศิลปะที่วาดภาพจาก ”ความฝัน” ก็ได้เหมือนกัน

ภาพจาก sartle.com

ยกตัวอย่างเช่น “Over the Town”  ผลงานของ Marc Chagall (มาร์ก ชากาล) ที่วาดผู้ชายและผู้หญิง (ตัวเขาเองและภรรยา) ล่องลอยอยู่บนอากาศเหนือเมืองวีเต็บสค์   ที่เมื่อพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว การที่คนจะกอดกันแล้วลอยอยู่บนอากาศนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย

หรืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนเลยก็คือ “นาฬิกาเหลว” ของซัลวาดอร์ ดาลีนี่แหละ

The Persistence of Memory  ความทรงจำที่ตราตรึง

งานสีน้ำมันบนผ้าใบที่ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1904 โดยซัลวาดอร์ ดาลี มีขนาดเพียง 24 x 33 เซนติเมตร (หรือแค่ไม้บรรทัดกว่าๆ เท่านั้น) ปัจจุบันอยู่ที่ Museum of Modern Art (MoMA) นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

แล้วทำไมผลงานเล็กๆ ถึงได้มีอิทธิพลระดับโลกขนาดนี้?

“The persistence of Memory” ความทรงจำที่ตราตรึง หรือที่เรียกกันติดปากว่า “นาฬิกาเหลว”  เป็นผลงานที่จะเรียกว่า เป็นคำอธิบายของลัทธิ Surrealism เลยก็ไม่ผิด  (เพราะไม่ว่าจะเปิดหนังสือเล่มไหน ก็จะมีการยกตัวอย่าง นาฬิกาเหลว นี้ประกอบคำอธิบายของลิทธิเหนือจริงจนชินตา) ที่ผลงานชิ้นนี้สะท้อนความเป็นลัทธิเหนือจริงออกมาได้ดีก็คงเป็นเพราะ นาฬิกาเหลว นี่แหละ เพราะในชีวิตจริง นาฬิกาที่ใช้งานได้ก็ควรจะเป็นรูปเป็นร่างแน่นอน ไม่ใช่อ่อนย้วย ไหลไปตามแรงโน้มถ่วงโลกขนาดนี้

มีการตีความไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับผลงาน “นาฬิกาเหลว” ของดาลี หยิบยกทฤษฎีมาอ้างอิงกันมากมาย  แต่ที่จริงแล้วดาลีไม่เคยเปิดเผยอย่างจริงๆ จังๆ หรอกว่าผลงานของเขามีความหมายว่าอะไร  บอกแค่เพียงว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก “เนยแข็งที่ละลายเมื่อโดนแสงอาทิตย์” ก็เท่านั้น

นอกจากรูป “นาฬิกาเหลว” รูปนี้ของดาลีแล้ว  ยังมีอีกมากมายในรูปแบบ นาฬิกา ที่ดาลีนำมาสร้างงานศิลปะ แล้วก็ไม่ได้จบแค่เพ้นท์บนผ้าใบนะ  งานประติมากรรมก็มาด้วย

Melting Watch

ภาพจาก dalipaintings.com

“นาฬิกาเหลว” อีกชิ้นนึงจาก ดาลี ในปีค.ศ. 1954 ที่แม้จะใช้สีแบบเดิม แต่ก็มีลักษณะที่ดูแตกต่างจากชิ้นแรกพอสมควร ด้วยการเน้นนาฬิกาเป็นหลัก ดูมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นจากชิ้นแรกที่ยังดูนิ่งๆ สงบๆ  พื้นหลังดาลียังคงใช้แบบเดิมนั่นคือภาพวิวของแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และจะเห็นพื้นหลังแบบนี้ได้ในผลงานแทบจะทุกชิ้น

Profile of Time

“Profile of Time” ผลงานประติมากรรมของดาลี สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1977 ที่นำผลงานนาฬิกาเหลวมาต่อยอดอย่างชัดเจน  ทำให้ตอกย้ำความเป็นศิลปินรอบด้านของดาลีเข้าไปอีก และยังมีอีกหลายชิ้นที่เป็นรูปนาฬิกาสไตล์ดาลี ที่พัฒนาต่อมาจากรูปนาฬิกาเหลว

จะเห็นว่านาฬิกาธรรมดาหนึ่งเรือน สามารถต่อจินตนาการจนสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกศิลปะได้จนมาถึงปัจจุบัน  และยังเป็นผลงานที่ทำให้ศิลปินคนหนึ่งกลายมาเป็นศิลปินระดับโลกในตอนนี้ด้วย

ถ้าดาลีเลือกที่จะวาดสิ่งที่เกิดขึ้นได้ปกติอย่าง “เนยแข็งที่ละลายเมื่อโดนแสงอาทิตย์” จริงๆ ก็คงไม่ได้เป็นศิลปินที่โด่งดังระดับโลกขนาดนี้แน่ๆ