ดู “หน้ากากนักร้อง” แล้ว “อย่าลืมย้อนดูตัว” กรณีศึกษาจาก “เป๊ก ผลิตโชค”

บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว” แต่วันนี้ อยากจะเปลี่ยนเสียใหม่ว่า “ดูหน้ากากนักร้องแล้วอย่าลืมย้อนดูตัว” เพราะน่าจะเข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้มากกว่า หลังจากรายการสุดฮิต “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” เฉลยแล้วว่าผู้ที่สวม“หน้ากากจิงโจ้” คือ “เป๊ก” ผลิตโชค อายนบุตร นักร้องคนดัง


ทุกครั้งที่มีการเผยใบหน้านักร้องของรายการ The Mask Singer นอกจากจะเรียกเสียงฮือฮาได้แล้ว มักจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่คน แต่สำหรับกรณีของ เป๊ก ผลิตโชค ดูจะโดนหนักกว่าคนอื่นๆ

นักร้องหนุ่มแนวอาร์แอนด์บี วัย 32 ปี เข้าวงการมาตั้งแต่อายุแค่ 17 ปี และเป็นที่รู้กันดีว่าเขามีความสามารถในการร้องเพลงที่ไม่ธรรมดา ซึ่งก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วบนเวที The Mask Singer เพราะทุกเพลงที่เขาเลือกมาร้อง ล้วนได้รับเสียงชื่นชมจากกรรมการและผู้ที่ติดตามรายการนี้อยู่เสมอ

แต่ถึงกระนั้น ฝีมือเรื่องการร้องเพลงของเขา มักถูกข่าวคราวอื่นๆ มากลบไปเสียหมด โดยเฉพาะเรื่องการทำศัลยกรรมใบหน้าที่ถูกแซวอยู่บ่อยครั้งว่าเป็น “นักร้องหน้าใหม่” รวมถึงรสนิยมทางเพศที่ชาวเน็ตต่างพากันตั้งข้อสงสัยด้วย

หนุ่มเป๊กเองก็รู้ตัวดีว่า คนสนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของเขามากกว่าผลงาน พอรายการเฉลยให้ทางบ้านได้ทราบว่าใครคือหน้ากากจิงโจ้ เขาจึงใช้พื้นที่ในอินสตาแกรมเขียนถึงเรื่องนี้ว่า

“ตลอดชีวิตในการเป็นนักร้องของผลิตโชค… The Mask Singer คืออีกหนึ่งเวทีที่มีความหมายกับผลิตมากครับ.. ผลิตได้ทำอะไรที่อยากทำ ผลิตได้แสดงความสามารถให้ทุกคนได้เห็น..
และที่สำคัญผลิตได้มีโอกาสร้องเพลงให้ทุกคนฟังอีกครั้ง 🙂 ขอบคุณ หน้ากากจิงโจ้เพื่อนรักด้วยนะ ที่ช่วยเราไว้ ช่วยปิดบังอคติ ของข่าวและสังคม ที่ยัดเยียดใส่ให้ผมมาตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา จนคนมองข้ามผมไป และไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของผมเป็นยังไง หน้ากากจิงโจ้เพื่อนรัก ช่วยทำให้หลายๆคนได้ “ฟัง” เสียงเพลงที่ผมอยากจะร้องให้ทุกคนได้ฟังอีกครั้ง”

แม้ว่านี่คือการเปิดใจครั้งแรกของนักร้องหนุ่มที่โลดแล่นอยู่ในวงการเพลงมานานเกือบครึ่งชีวิตของตัวเอง และก่อนหน้านี้ ก็เพิ่งโพสต์รูปและข้อความว่า “พรุ่งนี้เธอจะยังรักฉันไหม…” คล้ายเป็นการ “โยนหินถามทาง” แต่ใช่ว่าคนดูจะเปิดใจรับเขาเสียทั้งหมด เมื่อในโลกออนไลน์ยังคงวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างสนุกมือและสนุกปาก ทั้งเรื่องการพูดสำเนียงไทยไม่ชัด เรื่องศัลยกรรมใบหน้าใหม่ รวมไปถึงท่าทางที่ดูไม่แมนสมชาย จนเกือบลืมไปว่าก่อนหน้าเปิดหน้ากาก มีแต่เสียงชื่นชมเขาต่างๆ นานา

แน่นอนว่าคำวิจารณ์เหล่านี้ล้วนบั่นทอนกำลังใจของคนที่ตกเป็นเป้าวิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งยังเป็นการติเตียนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ด้วย ซึ่งอาจเป็นเพราะสังคมทุกวันนี้ เราอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เครียดมากเกินไป จนต้องหาทางระบายอารมณ์กับคนอื่น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ทั้งที่บางเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับเราเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น ก่อนจะวิจารณ์หรือตำหนิติเตียนใคร ก็น่าจะลองย้อนกลับมาดูตัวเองก่อนว่า เราดีพอแล้วหรือยัง เหมือนเช่นคำสอนของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ว่า

“การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริง ก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย
ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่น จนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิด และบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน

การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรองเป็นการสั่งสมโทษ และบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์
จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย

ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้น”
ภาพจาก IG : @peckpalit