ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่เมืองไทยเต็มไปด้วยข่าวสารที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026)
ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 20,000 ราย โดยในจำนวนนี้คือเหล่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ผู้ว่าการธนาคารกลาง ของประเทศสมาชิกทั้ง 191 ประเทศ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของ IMF คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กลุ่มธนาคารโลก ผู้บริหารระดับสูง (CEOs & Executives) จากธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ทั่วโลก รวมไปถึง นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำทั่วโลก มาร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนความรู้
นอกจากนี้ ยังมีสื่อสายการเงิน เศรษฐกิจ ที่เข้าร่วมงานเพื่อเผยแพร่ความเคลื่อนไหวและท่าทีจากผู้นำทางโลกการเงินจากการประชุมครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศครั้งสำคัญ ขณะที่ท่านผู้นำของเราก็ทำเต็มที่ในการสร้างความบันเทิง ด้วยการเป่าแซ็กโซโฟนเพื่อต้อนรับแขก หรือแนะนำโอเลี้ยงว่าเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ควรพลาด ถ้าเป็นวงการนางงาม ท่านผู้นำของเราน่าจะได้ตำแหน่ง Miss Congeniality ไปครองค่ะ (ฮา)
เอาเป็นว่างานนี้ นับเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศครั้งสำคัญเลยทีเดียว และดูจะประสบความสำเร็จไม่น้อย เพราะท่าทีจากนักลงทุน นายธนาคาร รวมไปถึงนางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF และนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ต่างมองภาพรวมของประเทศไทยว่ายังมีศักยภาพอีกมากในภูมิภาคนี้ หรือแม้แต่นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และการปรับตัวเข้าสู่โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง เรียกว่าเป็นคำชื่นชมที่ช่วยให้พอจะมีเรื่องดี ๆ ให้กับคนไทยที่กำลังยากลำบากจากสภาวะเศรษฐกิจและน้ำท่วมไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่มีอยู่หนึ่งเรื่องที่ทั้งผู้นำโลกการเงินทั้งสามท่านนี้ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นสิ่งที่คนไทยและผู้ที่ได้รับข่าวสารทั่วโลกควรให้ความสนใจ คือ “ความกังวลต่อสึนามิ AI ที่กำลังส่งผลกระทบเป็นอย่างยิ่งต่อเด็กจบใหม่ และคนทำงานรุ่นใหม่”
โดยมุมมองจากเวที IMF ครั้งนี้ชี้ชัดว่า เด็กจบใหม่ยุคนี้ไม่สามารถเดินตามสูตรสำเร็จเดิม ๆ ได้ เพราะงานระดับปฏิบัติการช่วงเริ่มต้นกำลังถูก AI แย่งชิงไป โดยนางคริสตาลินา กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า “เด็กจบใหม่จะหางานยากขึ้น และขาดโอกาสในการเริ่มต้นอาชีพเพื่อสั่งสมประสบการณ์” ขณะที่ อาเจย์ บังกา (ประธานธนาคารโลก) ระบุว่า ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลกถึง 1.2 พันล้านคน แต่โครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันจะสร้างงานได้เพียง 400 ล้านตำแหน่ง เท่านั้น ยิ่งมี AI เข้ามา หากปล่อยให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ คนรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาจะยิ่งเสียเปรียบ
ความคิดเห็นดังกล่าวเป็นไปทางเดียวกันกับ เควิน วอร์ช (ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ) ที่ระบุถึงผลกระทบจาก AI ต่อแรงงานรุ่นใหม่ ว่าคนที่ทำงานประเภทกึ่งทักษะ (Middle-skilled workers : พนักงานบริการลูกค้า เสมียน หรือพนักงานบัญชีระดับต้น รวมไปถึงการทำงานที่เน้นการประมวลผลข้อมูลทั่วไป) จะถูก AI เข้ามาแย่งงานมากที่สุด เพราะเป็นงานที่ AI ทำได้ดีกว่าและเร็วกว่ามนุษย์มาก
ซึ่งมุมมองทั้งหมดดูจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่หลายบริษัทเริ่มปรับไปใช้ AI กับงานในระดับเริ่มต้น และทำให้เด็กจบใหม่ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือไม่สามารถพัฒนาทักษะได้ ถูกปัดตกจากตลาดแรงงาน ขณะที่ฝ่ายบุคคลบางบริษัทใช้ AI ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานเลยด้วยซ้ำ ส่งผลให้คนที่อยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่มีความสามารถโดดเด่น หมดโอกาสที่จะได้ทำงานเพื่อพัฒนาตนเอง
เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว
เพราะท่าทีของผู้นำทางการเงินโลกที่แสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และมุมมองต่อ AI ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน คือใจความสำคัญที่จะทำให้เราได้เห็นว่า จากนี้คนทำงานควรพัฒนาตนเองให้มีทักษะอะไรเพิ่มขึ้นบ้างเพื่อให้สามารถเดินทางไปกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นอาจลงเอยอย่างที่กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ คริสตาลินา จอร์เจียวา ได้กล่าวเอาไว้บนเวทีการประชุม ถึงความเปลี่ยนแปลงไว้อย่างน่าสนใจว่า
“โดยทั่วไปแล้ว การเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนจบใหม่ คือการพัฒนาพื้นฐานการทำงานเบื้องต้น จากนั้นจะเติบโตขึ้นตามสายงานของตนเอง แต่จุดเริ่มต้นตรงนั้นกำลังถูกแทนที่ด้วยเอไอ ทำให้เด็กจบใหม่ในยุคนี้หางานยากขึ้น หลายคนต้องหันไปทำงานพิเศษในร้านกาแฟ ซึ่งส่วนตัวแล้วเชื่อว่า คงไม่ใช่คนรุ่นใหม่ทุกคนหรอกที่อยากเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟไปตลอดชีวิตการทำงาน”
โลกไม่เคยหมุนรอบตัวเราค่ะ มีแต่เราที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า