Home Work & Living Living “ยิ่งสนิทสนมใกล้ชิด ยิ่งใจร้ายทำลายกัน” ฟังดูแปลกแต่เป็นเรื่องจริง!

“ยิ่งสนิทสนมใกล้ชิด ยิ่งใจร้ายทำลายกัน” ฟังดูแปลกแต่เป็นเรื่องจริง!

บ่อยครั้งที่เดียวที่เราจะเห็นความสัมพันธ์ที่ดูดีมาก ๆ ของเพื่อนที่สนิทสนมกันมานานหลายสิบปี สามีภรรยาที่รักกันมากและมีโซ่ทองคล้องใจที่น่ารัก คู่รักที่คบกันมานานและกำลังจะแต่งงานกัน กลับจบลงอย่างน่าเสียดายด้วยปัญหาที่คนภายนอกมองเข้าไปแล้วไม่เข้าใจ หลายคู่แยกทางกันไปแบบงง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะที่ผ่านมาก็ดูรักกันมาก ดูสนิทสนมกันดี และไม่ได้ทะเลาะอะไรกันรุนแรง แต่เมื่อชำแหละดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีในความสัมพันธ์ หลายคู่ หลายความสัมพันธ์ มีจุดร่วมเดียวกันคือ “ยิ่งสนิทสนมใกล้ชิดกันมากเท่าไร กลับยิ่งใจร้ายใส่กัน!”

เบื้องหลังความรัก ความสนิทสนม กลับซ่อนความจริงที่น่าเจ็บปวดไว้ คือ เมื่อคนเราสนิทชิดเชื้อกันมากเท่าไร กลับลืมใจดีกับอีกฝ่าย และมักจะทำพฤติกรรมใจร้ายที่มีผลต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอะไร ทุกอย่างเหมือนเหตุการณ์ปกติเดิม ๆ เพราะลืมไปว่าอีกฝ่ายก็มีความรู้สึก มีจิตใจ จำได้เพียงแค่ว่ารักและสนิทกัน กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ไม่ดีต่อใจของอีกฝ่าย ก็คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ต้องตัดสินใจ

แม้ว่าที่ผ่านมา พวกเขาอาจให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์มากกว่าที่จะแก้ไขสิ่งที่ทำร้ายกันมาเรื่อย ๆ หลายคู่คิดว่าความใกล้ชิดสนิทสนมจะทำให้รู้ใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรหลังจากทะเลาะกันจึงคืนดีกันได้เร็ว จนคิดว่าปัญหาจบลงแล้ว แต่การคืนดีไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดได้รับการแก้ไขเสมอไป หากไม่มีการพูดคุย ทำความเข้าใจ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ความเสียใจอาจสะสมจนกลายเป็นความห่างเหินในที่สุด จุดจบของพวกเขาจึงไม่ใช่เพราะไม่รักกันแล้วเสมอไป เพียงแต่หมดความอดทนมากกว่า

1. ความสนิททำให้กำแพงความเกรงใจลดลง

เป็นธรรมดาที่เวลาเราเริ่มสนิทกับใครสักคนในระดับหนึ่ง เรามักจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรักษาระยะห่างหรือระมัดระวังคำพูดเท่ากับตอนเริ่มต้นทำความรู้จัก ที่คนส่วนใหญ่มักจะคอยสงวนท่าที รักษาภาพลักษณ์ หรือแม้แต่พยายามสร้างความประทับใจเป็นพิเศษ เมื่อผ่านจุดนั้นมาได้ เราจะค่อย ๆ เป็นกันเองได้มากขึ้น จึงกล้าพูด กล้าทำ และแสดงอารมณ์ของตัวเองออกมา แต่ปัญหาก็คือเส้นกั้นของความเป็นกันเองและระดับกำแพงที่ลดลงของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความเป็นกันเอง ทำแบบนี้แล้วน่าจะช่วยให้สนิทกันได้เร็วและมากขึ้น อาจกลายเป็นการล้ำเส้นความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

2. คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจตัวตนของเราดีอยู่แล้ว

เมื่อขยับจากคนแปลกหน้ามาเป็นคนรู้จัก เป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้น จนอาจมีสถานะในความสัมพันธ์ต่อกันและกัน เราจะมีความคาดหวังว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้และเข้าใจว่าเราเป็นคนอย่างไร เข้าใจเจตนา เข้าใจนิสัยใจคอ ว่าสิ่งที่เราพูดเราทำ เราไม่ได้คิดร้าย จึงไม่คิดว่าจะต้องอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจน ทั้งยังคาดหวังว่าจะยอมรับตัวตนและข้อบกพร่องต่าง ๆ ของเราได้ แต่ในความเป็นจริง การยอมรับไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะต้องอดทนต่อทุกพฤติกรรม ต่อให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นคนแบบไหน ก็ไม่ใช่ความชอบธรรมที่เราจะไปสร้างความเจ็บปวดให้ใคร และการรู้จักกันมานานก็ไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจกันทุกเรื่อง

3. ความคุ้นเคยทำให้เรามองข้ามความรู้สึกของอีกฝ่าย

เมื่อคนเรารู้จักและอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน เราจะมีพฤติกรรมเฉพาะตัวที่เกิดซ้ำ ๆ เป็นความเคยชินในความรู้สึกของเรา ซึ่งเราก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจหรือต่อต้าน เขาคงรับได้ เพราะพฤติกรรมบางอย่างไม่ได้ร้ายแรงอะไรในตอนแรก แต่ถ้ามันเกิดขึ้นเป็นประจำ เราที่มองด้วยสายตาว่าปฏิกิริยาของอีกฝ่ายเป็นเรื่องปกติ คิดว่าเขาคงไม่โกรธ คิดว่าเขาคงไม่คิดมาก หรือแค่น้อยใจหรืองอน เดี๋ยวก็หาย ทั้งที่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจสะสมเป็นความเสียใจได้ แต่ด้วยความคุ้นเคยจึงอาจทำให้เราสังเกตเห็นความรู้สึกไม่พอใจของคนใกล้ตัวน้อยลง แทนที่จะเข้าใจพวกเขามากขึ้น

4. เมื่อเรารู้จุดอ่อนของกันและกันมากเกินไป

ความใกล้ชิดมักทำให้คนเราเปิดใจ กล้าที่จะเปิดเปลือยทั้งเบื้องหลังชีวิตและหัวใจของตัวเองกับคนที่เราคิดว่าเราสนิทด้วย นั่นทำให้อีกฝ่ายได้เห็นทั้งความกลัว ความไม่มั่นใจ บาดแผลในอดีต และเรื่องที่อีกฝ่ายไม่เคยเล่าหรือไม่อยากบอกให้ใครรู้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นเหมือนดาบสองคม ในมุมหนึ่ง มันช่วยให้คนเราสนิทขึ้นได้เร็วขึ้นจริง จากความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน บางทีก็ทำให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ และอาจช่วยให้เราดูแลกันได้ดีขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง เวลาที่คนเราโกรธ ผิดหวัง หรือทะเลาะกัน มันก็อาจกลายเป็นอาวุธที่ถูกนำมาใช้ทำร้ายจิตใจได้ แม้จะไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าก็ตาม

5. เราแทบจะไม่ควบคุมตัวเองเมื่ออยู่กับคนที่รู้สึกปลอดภัย

ในความสัมพันธ์ คนส่วนใหญ่ล้วนสนิทสนมกับคนที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัย รู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ด้วย และนี่แหละคือกับดัก! เพราะคนเรามักระมัดระวังพฤติกรรมของตัวเองเมื่ออยู่กับคนแปลกหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ยังไม่สนิท แต่เมื่อไรที่ได้อยู่กับคนที่ไว้ใจ เราก็แทบจะไม่ควบคุมตัวเอง เราอาจปล่อยให้อารมณ์ไม่ดี ความเหนื่อยล้า และความหงุดหงิดแสดงออกมาเต็มที่มากขึ้น นั่นจึงทำให้บางครั้งเราเห็นคนใกล้ชิดกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ที่เราเก็บกดมาจากที่อื่น ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหา ซึ่งก็แน่นอนว่านี่เป็นพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพจิตของอีกฝ่ายอย่างมาก ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องมาอดทนรองรับ

6. เรามีความคาดหวังต่อคนสนิทสูงกว่าคนทั่วไปอื่น ๆ

เราอาจไม่รู้สึกเสียใจมากนักหากคนรู้จักในเฟซบุ๊กลืมวันสำคัญของเรา แต่กลับเจ็บปวดและเสียใจอย่างมากหากคนรัก เพื่อน หรือคนในครอบครัวลืม และความผิดหวังนี้จะยิ่งทวีความรุนแรง หากเราเป็นคนที่จำวันสำคัญของคนอื่น ๆ ได้เสมอ ทว่าตัวเองเป็นคนที่ละเลยอยู่ตลอด นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้คาดหวังเพียงการกระทำจากพวกเขา แต่คาดหวังความใส่ใจ ความเข้าใจ และการให้ความสำคัญด้วย บางครั้ง แค่การแสดงออกเล็กน้อยว่าจำได้ ไม่ต้องมีของขวัญอะไรก็ทำให้ใจฟูได้แล้ว ซึ่งถ้าอีกฝ่ายทำไม่ได้ตามที่หวัง ความผิดหวังจึงอาจแปรเปลี่ยนเป็นคำพูดรุนแรงหรือการกระทำที่ทำร้ายกันได้ง่ายขึ้น

7. ความสัมพันธ์ที่ยาวนานอาจทำให้เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ไปไหน

คนเราเมื่ออยู่ด้วยกันมานาน อาจรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้มันมั่นคงมากพอที่จะไม่ต้องคอยระวังตัวเหมือนช่วงแรกที่ทำความรู้จักกัน ไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์อะไร เพราะรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว จึงกล้าพูดจาไม่ดี ละเลยความรู้สึก ทำร้ายจิตใจ หรือทำผิดซ้ำ ๆ โดยคิดว่าอย่างไรก็คืนดีกันได้ ต้องพูดง้อด้วยวิธีนั้น ต้องเอาใจด้วยการให้สิ่งนี้ รู้วิธีเอาชนะใจจนเกิดความรู้สึกมั่นใจแบบผิด ๆ ว่าอีกฝ่ายจะไม่ไปไหน จะยังอยู่ตรงนี้เสมอทุกครั้งแค่หันกลับไปก็เจอ การเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นของตาย อาจทำให้เราเผลอมองข้ามความจริงที่ว่าความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด บางคนอาจถึงขั้นที่รับความจริงไม่ได้ว่าตนเองถูกทิ้งแล้วก็มี

8. พลังของความโกรธสามารถบดบังความเข้าใจที่มีต่อกัน

หลายคู่สามารถประคับประคองความสัมพันธ์มาได้ด้วยดีเป็นเวลานานหลายปี แต่กลับพังลงแบบง่าย ๆ ด้วยพลังของความโกรธเพียงครั้งเดียว โดยทั่วไป ความขัดแย้ง อารมณ์โมโห หรือความโกรธก็อาจสร้างความรู้สึกด้านลบอย่างรุนแรงจนขาดสติได้อยู่แล้ว ยิ่งถ้ากับคนที่มีความหมายต่อเรา มันก็อาจจะกระทบความรู้สึกได้ลึกกว่าปกติ เพราะเมื่ออารมณ์รุนแรงขึ้น เราอาจมุ่งเอาชนะ ปกป้องตัวเอง หรือทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความเจ็บปวดของเราด้วยความแค้นชั่วขณะ จนลืมไปว่าคนตรงหน้าคือคนที่เรารัก จึงเผลอพูดหรือทำบางอย่างที่หากใจเย็นลงแล้ว เราเองก็อาจไม่อยากให้เกิดขึ้น ทว่าเมื่อทำไปแล้ว มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้

9. เผลอใช้ความรักเป็นเหตุผลรองรับพฤติกรรมของตัวเอง

นี่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้บ่อยมาก ๆ กับหลากหลายความสัมพันธ์ ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน ไปจนถึงคนรัก บางคนเข้าใจว่าการพูดจาแบบไม่คิดใส่คนอื่นเป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึงความรักใคร่สามัคคี เข้าใจว่าการควบคุมคือความรักที่ต้องการให้อยู่ในกรอบ หรือเข้าใจว่าการตำหนิและลงโทษอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่ทำเพราะเป็นห่วงหรืออยากให้อีกฝ่ายดีขึ้น ซึ่งเมื่อคนเราเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำมีเจตนาดี ก็อาจมองไม่เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้กำลังสร้างความทุกข์ให้คนอื่นอยู่ ความรักอาจเป็นแรงจูงใจของการกระทำก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าทุกการกระทำที่เกิดจากความรักจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องขึ้นมา

10. ท้ายที่สุด เพราะคนเรามักจะคิดถึงความรู้สึกของตัวเองก่อน

สัญชาตญาณของมนุษย์ ต่อให้จะรักใครสักคนมากแค่ไหน แต่ก็มักจะนึกถึงความรู้สึกของตัวเองก่อนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในเวลาที่มีปัญหา เมื่อกำลังรู้สึกเหนื่อย โกรธ น้อยใจ หรือรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เรามักจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ จนอาจมองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่าย เช่น การเกี่ยงกันทำงานบ้านเพราะคิดว่าตัวเราเองก็เหนื่อยเหมือนกัน คิดว่าก็ฉันเป็นคนแบบนี้ ทำไมอีกฝ่ายต้องคิดมาก หรือทำไมต้องอ่อนไหวกับเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ ทั้งที่คนสองคนสามารถเจ็บปวดจากเหตุการณ์เดียวกันได้แตกต่างกัน และความรู้สึกของฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของอีกฝ่ายหมดความสำคัญ

บางครั้ง ปัญหาในความสัมพันธ์ที่นำไปสู่จุดจบ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อนหรือแบบคนรัก อาจไม่ใช่ปัญหาจากคนนอกหรือเรื่องใหญ่โตเสมอไป แต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ ระหว่างคนสองคนที่ค่อย ๆ ผูกทับซ้อนกันไป สะสมจนกลายเป็นเงื่อนตายปมใหญ่ที่แกะไม่ออก แม้จะรักและสนิทสนมกันมาก ๆ แต่ถ้าเมื่อไร “เราไม่ใจดีต่อกันอีกต่อไปแล้ว” ความสัมพันธ์นี้มันก็ “ไม่ดีต่อใจ” เผลอ ๆ เราอาจจะไม่ได้เจ็บปวดที่สุดเพราะคนที่เราเกลียดหรือเกลียดเรา แต่เจ็บปวดด้วยน้ำมือของคนที่เรายอมเปิดทุกพื้นที่ในชีวิตให้เขาเข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดต่างหาก