Crash Course in Romance ซีรีส์วัดใจความเป็น “มนุษย์แม่”

ปล่อยสตรีมแล้วจ้า สำหรับซีรีส์เรื่องใหม่จาก Netflix ที่เวลานี้ขึ้นแท่นเป็นซีรีส์มาแรงในเกาหลีใต้ ทั้งที่เพิ่งจะออนแอร์ไปแค่ 2 ตอนเท่านั้น แต่ขึ้นแท่นเป็นซีรีส์โทรทัศน์อันดับ 1 ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคม (9-15 มกราคม 2566) นอกจากนี้นักแสดงนำทั้ง 2 ก็สามารถครองทั้งอันดับ 1 และ 2 ของนักแสดงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเช่นกัน ข้อมูลโดย Good Data Corporation เรียกว่าปาดหน้าซีรีส์และนักแสดงเรื่องที่ออนแอร์มาก่อนไปแบบไม่มีการไต่ลำดับขึ้นมาเลย โผล่ขึ้นมาเป็นที่ 1 ในทันที

แต่สำหรับซีรีส์เรื่อง Crash Course in Romance หรือชื่อไทยโดย Netflix โรแมนซ์ฉบับเร่งรัด อาจดูนอกกระแสในไทยไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่เนื้อหาของเรื่องนั้นดีมาก องค์ประกอบหลาย ๆ อย่างก็กลมกล่อม แค่เริ่มต้นดูก็ประทับใจจนฟีลกู๊ดตาม เพราะนี่คือผลงานของผู้กำกับ “ยูเจวอน” ที่เคยมีผลงานซีรีส์สุดผ่อนคลายและโด่งดังอย่าง Hometown Cha-Cha-Cha มาแล้ว จึงเริ่มมองความหมายแฝงภายใต้ความสดใสแล้วใช่ไหม ว่าจริง ๆ แล้วเขาคงมีประเด็นหนัก ๆ ที่ต้องการจะสื่ออยู่เหมือนกัน

เท่าที่ตามอ่านในคอมเมนต์ของเพจที่ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วแล้วก็นำมารีวิว ก็พอจะจับใจความได้ว่าที่คนไทยหลายคนเลือกที่จะข้ามซีรีส์เรื่องนี้ไป เป็นเพราะนางเอกและพระเอกที่อาจจะไม่ใช่ตัวท็อปเบอร์ใหญ่ของวงการที่จะดึงดูดคนได้ขนาดนั้น รวมถึงคอมเมนต์ที่วิจารณ์นางเอก “จอนโดยอน” ที่ค่อนข้างจะไปในทางลบ หลายความเห็นมองว่าเธอไม่สวยบ้าง ดูแก่บ้าง โอ้โห! อยากจะเห็นหน้าคนสวยที่กล้าพิมพ์วิจารณ์เธอเสียจริง ๆ จากใจคนที่คิดจะข้ามเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เหตุผลเรื่องหน้าตาและอายุนางเอกแน่นอน ส่วนตัวไม่ติดเรื่องนี้ แต่ที่จะข้ามเพราะเรื่องย่อที่หลุดออกมาต่างหาก เรื่องย่อสั้น ๆ มันดูไม่น่าสนใจเท่าไร

ขอพูดเรื่องที่คนวิจารณ์หน้าตาและอายุนางเอกนิดนึง ประเด็นแรกคือนี่มันยุคไหนแล้ว ยังมาบูลลี่คนอื่นเพราะอะไรแบบนี้อยู่อีกเหรอ ไม่คิดว่าตัวเองจะแก่บ้างหรือไงชีวิตนี้ หรือปากแบบนี้อาจอยู่ไม่ถึงแก่ก็เป็นไปได้อยู่ ประเด็นต่อมา บทในเรื่องเธอเป็นแม่เด็กม.ปลาย และมีชีวิตที่ค่อนข้างปากกัดตีนถีบ จะเอานักแสดงรุ่น ๆ สวยเช้งมาเล่น มันจะคือได้ไงก่อน ตามบทก็ต้องดูโทรม ๆ มีอายุหน่อยถูกแล้ว ประเด็นสุดท้าย คือชอบมากที่วงการบันเทิงเกาหลีใต้เขาก้าวข้ามเรื่องนี้ไปแล้ว เขาไม่ได้สนใจหน้าตาและอายุของคนที่จะเป็นพระเอกนางเอกสักเท่าไร สวยพิมพ์นิยมก็มี แต่เขามองที่ความสามารถและความเหมาะสมกับบทมากกว่า ทีนี้พอจะเข้าใจหรือยังว่าทำไมวงการบันเทิงบ้านเรามันถึงไม่ไปไหน

แต่เชื่อไหมว่าซีรีส์ที่ตอนแรกคิดจะข้าม กลับตรึงคนดูไว้ได้อยู่หมัดตั้งแต่อีพีแรก เรตติ้งที่วัดจากคนดูในเกาหลีในอีพีที่ 2 ขยับขึ้นมาจากอีพีแรกถึง 1.8 ทำให้ตัวเลขเรตติ้งอีพีล่าสุดอยู่ที่ 5.8 เปิดตัวได้ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ ในฐานะคนดูคนหนึ่งที่เคยเกือบจะข้ามซีรีส์เรื่องนี้ไปเพราะเรื่องย่อที่แชร์ ๆ กันก่อนที่ซีรีส์จะออนแอร์ อ่านแล้วไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร รู้สึกว่ามันไม่ฮุกพอที่จะเชิญชวนคนดูได้ แต่หลังจากได้อ่านรีวิวจากพวกเพจแนะนำซีรีส์ต่าง ๆ ที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ว่าไม่อวยเกินจริง และรีวิวอย่างจริงใจว่าน่าดูก็บอกว่าน่าดู ดูแล้วเสียเวลาก็บอกให้ไปลองพิจารณาเอาเอง นั่นแหละถึงได้เริ่มเปิดใจและเปิดดู เกือบไปแล้ว เกือบจะพลาดซีรีส์ดี ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปีไปแล้ว

หากคุณเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย ขอเตือนไว้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้คุณขอบตาอุ่น น้ำตารื้นตั้งแต่อีพีแรก แต่มันน่าประทับใจนะ บรรยากาศโดยรวมของท้องเรื่องมันกลมกล่อมดี อบอวลไปด้วยความรักความอบอุ่นของครอบครัว ความเป็นเพื่อนแท้ ที่แม้ว่าอายุอานามจะล่วงเลยเข้าสู่วัยเป็นแม่คนก็ยังคงช่วยเหลือไม่ทิ้งกันไปไหน ใส่อารมณ์ขันและความฟีลกู๊ดแบบมีเนื้อหาสาระสะท้อนชีวิตของผู้คนในสังคมและมีปมปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเงามืดเล็ก ๆ น่าสนใจมาก บทสนทนาหลายช่วงฟังแล้วจุก ต้องแบบนี้สิมันถึงจะฮุกคนดูได้

น้า หนูขอเรียกน้าว่า “แม่” ได้ไหม

เปิดเรื่องมาก็จะพบว่านางเอกเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกสาววัยมัธยมปลายที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่การสอบซูนึง หรือก็คือสอบเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียนเกาหลีใต้ ความโหดหินของการสอบครั้งนี้ มันเปลี่ยนชะตาชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้เลย เด็กแต่ละคนมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในแต่ละปี หากพลาดในปีนี้ก็ต้องรอสอบใหม่ในปีหน้า ถ้าขี้เกียจรอแล้วบ้านรวย พ่อแม่ก็อาจจะส่งไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ถ้าเวลามีค่าเป็นเงินเป็นทอง เด็กจำนวนไม่น้อยก็จะเลือกไม่เรียนต่อ เอาเวลาไปหางานทำเลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัวดีกว่า เพราะการจะสอบให้ผ่านได้ มันเสียเวลาเตรียมตัวเยอะมาก

ภาพจาก FB: tvN drama

แต่เรื่องมาเฉลยในท้ายอีพีแรก ว่าเด็กม.ปลายที่เรียกนางเอกว่าแม่อยู่ทุกวัน จริง ๆ แล้วไม่ใช่ลูกของนางเอก แต่เป็นหลานสาวต่างหาก ลูกของพี่สาวเอามาทิ้งไว้ตั้งแต่นางเอกยังเป็นแค่เด็กมัธยมเท่านั้น ความขมขื่นของบ้านนี้ยังไม่จบแค่ลูกสาวคนโตเอาหลานมาทิ้งไว้ให้แม่กับน้องสาว แต่แม่ก็มาด่วนจากไปเพราะตามลูกสาวคนโตที่เอาเด็กมาทิ้งไว้ออกไป ส่วนลูกชายคนสุดท้องก็เป็นออทิสติก นางเอกเลยกลายเป็นเดอะแบกของจริง การปรากฏตัวของหลานสาวตัวน้อย กับน้องชายที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ทำให้เธอต้องทิ้งความฝันทุกอย่างของตัวเอง แล้วมุ่งสู่การเป็นหัวหน้าครอบครัว

เกาหลีนี่ชอบเล่นเรื่องโชคชะตาชีวิตพระเอกนางเอกแบบนี้เนอะ เก่งนักเรื่องวางคาแรคเตอร์ให้เป็นตัวละครที่มีปม อันนั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ส่วนใหญ่ชอบสาดความโชคร้ายมาพร้อมปมที่ว่าแบบใจร้ายมาก ๆ คนคนหนึ่งต้องรับมือกับความโชคร้ายอะไรขนาดนี้ และการจะผ่านมวลแห่งความซวยนี้ไปให้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การที่นางเอกต้องหันหลังให้กับความฝันและอนาคตของตัวเองทั้งหมดเพื่อดูแลครอบครัว ไม่ว่าจะเรื่องการเรียนหรือเรื่องที่ตัวเองเป็นนักกีฬาที่ติดทีมชาติ แล้วกลายมาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งที่ตัวเองยังไม่แต่งงานด้วยซ้ำ ทำงานหนักมากจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ดูแก่กว่าวัย จากมนุษย์แม่ก็เหมือนมนุษย์ป้าเข้าไปทุกวัน โคตรจะไม่ยุติธรรมกับเธอเลย

ภาพจาก FB: tvN drama

แต่เธอจะปฏิเสธได้ลงเหรอ เมื่อหลานสาวตัวน้อยที่ตอนแรกเธอเข้าใจว่างอนที่เธอมารับกลับบ้านช้า หันมาทำหน้าเบ้ใส่แล้วถามว่า “น้า หนูขอเรียกน้าว่า “แม่” ได้ไหม” พร้อมกับร้องไห้ คิดว่าเธอจะกล้าปฏิเสธหลานในไส้ตัวเองได้ลงคอเชียวเหรอ แม้จะไม่ใช่ลูกสาวที่ตัวเองคลอดออกมาเอง แต่เด็กคนนี้ก็เป็นสายเลือดของเธออยู่ดี แล้วเด็กเองก็มีปมอยู่แล้วเรื่องที่ขนาดแม่แท้ ๆ ยังไม่เอา แล้วนำมาทิ้งไว้กับยายและน้า ๆ แบบนี้ เด็กก็โตพอที่จะรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่แม่แต่ขอเรียกว่าแม่ เด็กเองก็เจ็บปวดไม่น้อย เธอคงทำร้ายจิตใจหลานไปมากกว่านี้ไม่ได้ เลยต้องเสียสละตัวเองเพื่อทุกคน โชคดีที่ยังมีเพื่อนรักนักกีฬาด้วยกันตามมาช่วยเหลือตั้งแต่นั้นมา

เด็กทุกคนต้องการมีแม่ ยิ่งเด็กที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนวัยเดียวกันที่มีแม่มารับที่โรงเรียนเพื่อกลับบ้าน ได้เรียก “แม่” และเดินจูงมือแม่กลับบ้าน นี่คิดว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันที่เด็กไม่กี่ขวบจะตัดใจจากแม่แท้ ๆ ของตัวเองที่ทิ้งไป แล้วขอให้น้าสาวที่เพิ่งเจอหน้ากันไม่นานเป็นแม่แทน เด็กโตแล้ว รู้ดีว่าตัวเองถูกทิ้ง รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่แม่ นั่นเป็นแผลที่อยู่ในใจมาจนโต มันถูกสะกิดได้ง่ายมาก บ่อยครั้งจึงแสดงออกต่อน้าสาวในแบบที่ไม่น่ารักเท่าไร แต่ก็เข้าใจได้เพราะเด็กอยู่ในช่วงวัยรุ่น ไหนจะความกดดันจากการเรียน บวกกับการน้อยใจที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร

ภาพจาก FB: tvN drama

การที่นางเอกเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูทุกคนในบ้าน กับเด็กที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น เด็กย่อมมีความแปรปรวนทางอารมณ์เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการเอาใจใส่ เจอเพื่อนคู่แข่งพูดถากถาง เลยเปรียบเทียบตัวเองกับครอบครัวบ้านอื่นที่พ่อแม่ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินขนาดนี้ พ่อแม่ที่มีเวลาทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อการเรียนของลูก นางเอกเองก็เคยดีใจและปลื้มใจที่ลูกสาวสามารถเรียนได้ดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องกวดวิชา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มันเกินลิมิตที่เด็กจะขวนขวายเรียนรู้ได้เองจากในห้องเรียนและอ่านเอง มันได้ไม่เท่าเพื่อนที่เรียนพิเศษจริง ๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังดีที่สุดท้ายแม่ลูกก็เปิดใจคุยกัน ไม่ทิฐิ บอกความต้องการและความจำเป็นของตัวเอง พร้อมกับขอโทษที่พูดไม่ดีใส่แม่ (น้า)

ขนาดคนเล่นเปียโนเก่ง ถ้าให้ร้องเพลงแล้วเล่นเปียโนไปด้วยก็ยังพลาดเลย

ภาพจาก FB: tvN drama

เรื่องของนางเอกว่าแย่แล้วใช่ไหม บอกเลยว่าเรื่องของพระเอกในอดีตก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนักหรอก เด็กที่ดิ้นรนตั้งใจเรียนอย่างหนักเพื่อที่จะเป็นครู เพราะต้องการทำตามความฝันของพ่อที่ไม่มีโอกาสได้เรียน แต่สุดท้ายพ่อก็มาจากไป ปมปริศนาที่ซ่อนอยู่ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องให้เด็กคนหนึ่งต้องตาย อีกทั้งยังโดนสตอล์กเกอร์แอบถ่าย โดนคนไม่หวังดีโจมตีให้เสียชื่อเสียงอยู่บ่อย ๆ และล่าสุดเริ่มโดนหมายหัวเล่นแรงกะเอาให้เสียเลือดเสียเนื้อกันแล้ว ไม่รู้ว่าคนในเงามืดนั่นเป็นใคร โกรธเกลียดเคียดแค้นอะไรพระเอกขนาดนั้น แต่ที่แน่ ๆ มันกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว

ที่สำคัญ คือโรคทางจิตใจที่เขากำลังเผชิญอยู่ ความเป็นติวเตอร์เบอร์หนึ่งที่ทำให้เขากลายเป็นคนดัง ทั้งเก่งทั้งหล่อจนเด็กมัธยมสาว ๆ ติดตรึม รวยมาก เพราะขายได้ทั้งหน้าตา ความสามารถ ชื่อเสียง แต่สิ่งเหล่านั้นกลับทำให้เขาไม่มีความสุข จิตใจเปราะบางเกินไป ตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของเซเลบที่ทุกคนรู้จัก แรงกดดันทั้งจากตัวเองที่ไม่หยุดที่จะเป็นคนที่เก่งขึ้น อยู่สูงจะตกไม่ได้ และความต้องการจะส่งเด็ก ๆ ทุกคนไปให้ถึงฝั่งฝัน แรงกดดันจากนักเรียนที่เดิมพันคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์ที่เขาสอน แรงกดดันจากผู้ปกครองที่ไว้ใจผลงานจนส่งลูกมาเรียนกับเขา และแรงกดดันจากสื่อที่มักจะกดดันคนดังเสมอ แสดงออกมาเป็นโรคกินไม่ได้นอนไม่หลับอย่างแรงที่ไม่อาจให้ใครจะรู้ได้

ภาพจาก FB: tvN drama

ถึงแม้ว่าเขาจะมีเรื่องราวในอดีตที่เป็นปมในใจจนถึงกับทำให้ตัวเองเหมือนจะเสียศูนย์ จากเด็กที่ไม่มีเงินกินข้าว ต้องกินข้าววันละมื้อ แต่เขาก็เติบโตมาเป็นอย่างดี กลายมาเป็นติวเตอร์กวดวิชาเบอร์หนึ่งที่ทำเงินเข้ากระเป๋าได้ปีละล้านล้านวอน เวลาแค่ 10 นาทีของคนอื่นอาจนั่งหายใจทิ้งได้ แต่ 10 นาทีของเขาทำเงินได้ 17 ล้านวอน เขาจึงเป็นคนที่มีความทะนงตัว อวดดีถือดีในระดับหนึ่ง แต่ก็นั่นแหละ เพราะเขามีดีให้อวดและมีดีให้ถือจริง ๆ เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้เลย ความสามารถระดับเขาจะเย่อหยิ่งบ้างก็ไม่มีใครกล้าว่า ในทางกลับกันคนก็ยินดีที่จะคุกเข่าให้มากกว่า

ภาพจาก FB: tvN drama

เอาจริง ๆ นะ ด้วยความที่เรื่องมันเป็นแนวรอมคอม คนเขียนบทเลยวางคาแรคเตอร์พระเอกเรื่องนี้ให้ดูหลงตัวเองเกินไปหน่อย แต่ก็อย่างที่บอกว่าเขามีสิทธิ์ที่จะหลงตัวเองเต็มที่เลยกับความสามารถของเขา ต้องยอมรับเลยว่าเขาเก่งจริง ๆ เก่งที่ไม่ใช่แค่มีพรสวรรค์ แต่มีพรแสวงจากประสบการณ์ที่ตัวเองเคยก็ดิ้นรนมาอย่างหนักและไม่เคยหยุดกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเอง เขาต้องลองทำโจทย์ให้มั่นใจก่อนว่าตัวเองทำได้และจะอธิบายสอนเด็กได้ถูก เล่นเปียโนเก่งแค่ไหนก็ต้องซ้อมให้หนักขึ้นเมื่อต้องร้องเพลงไปด้วย ไม่เช่นนั้นมันจะพลาดเอาได้ง่าย ๆ ทำให้เขาสามารถมั่นหน้ามั่นโหนกได้แบบนี้โดยไม่กระดากปากเวลาอวยตัวเองว่า “เพราะเป็นฉันถึงทำได้หรอก”

ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่เรา แต่เป็นระบบครับ

แม้ว่านี่จะเป็นซีรีส์เกาหลี แต่บอกเลยว่าพ่อแม่ไทยก็ควรดูเช่นกัน เพราะซีรีส์เรื่องนี้ตีแผ่เรื่องของระบบการศึกษาได้อย่างถึงแก่น ซึ่งมีหลายอย่างเลยที่ระบบการศึกษาไทยก็คล้าย ๆ กัน ทว่าโดยภาพรวมแล้ว เด็กไทยยังเจอเรื่องโหดหินน้อยกว่าเด็กเกาหลีใต้เยอะ ความเข้มข้นมันต่างกัน ที่ไทยเมตตาเอื้อให้เด็กได้เข้าสู่ระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยง่ายกว่ามาก อย่างที่บอกว่าเด็กเกาหลีใต้มีสิทธิ์สอบซูนึงเพียงครั้งเดียว คะแนนเต็มไม่ใช่ที่สุด แต่มันเป็นระบบลำดับ ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างสูงเพื่อแย่งชิงที่นั่งในการเรียนมหาวิทยาลัย ไม่มีรอบแก้ตัว ไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชนรองรับ ถ้าพลาดก็เจอกันอีกทีปีหน้า รอสอบใหม่พร้อมรุ่นน้องและเรียนช้าไปอีกหนึ่งปี หรือจะเลิกเรียนไปเลย

เป็นเรื่องจริงที่เด็กเกาหลีใต้ต้องกวดวิชากันสาหัสขนาดนั้นแบบที่เห็นในซีรีส์ ต้องเรียนให้หนัก ชื่อตัวเองในอันดับของโรงเรียนต้องเลิศ เด็กจำนวนมากต้องการอันดับเพียงเลขตัวเดียวเท่านั้น และจะปังที่สุดเพราะมีโอกาสมากกว่าเพื่อน ก็ต้องเป็นอันดับที่ 1 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการเตรียมความพร้อมเข้าสู่มหาวิทยาลัยของเด็กเกาหลีใต้คือขั้นตอนที่ไม่ใช่แค่การได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่มันยังนำไปสู่อนาคตที่สดใสในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการถีบตัวเองขึ้นไปอยู่ในชนชั้นที่สูงขึ้น ชะตาชีวิตของคนคนหนึ่งขึ้นอยู่กับการศึกษา การศึกษาดีมีชัยไปเกินครึ่ง เด็กหลายคนจึงต้องพึ่งสถาบันกวดวิชาเป็นทางออก เพราะการเรียนในห้องเรียนแทบไม่ได้อะไรกลับมา (แบบที่ไทยเลย ครูทำอย่างอื่นเก่ง)

ภาพจาก FB: tvN drama

สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดันหนักมากกับการแข่งขันที่สูงมากขนาดนี้ ถึงกับมีเด็กที่ไม่สามารถอดทนต่อไปได้จนต้องฆ่าตัวตายปีละหลายคน เพราะนอกจากจะต้องแข่งขันกับตนเอง เพื่อต้องสู้กับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่กลายเป็นคู่แข่งในการเรียนและการสอบ ครอบครัวก็คาดหวัง โรงเรียนก็กดดัน (เด็กสอบติดเยอะแปลว่าโรงเรียนดีมีคุณภาพ!?) เด็กแต่ละคนมีคู่แข่งนับแสนที่พร้อมจะแย่งเก้าอี้ในมหาวิทยาลัยที่พวกเขาต้องการ ก้าวพลาดแค่ครึ่งก้าว ทำข้อสอบที่ผิดเพียงข้อเดียว คะแนนที่หายไปและต่างจากเพื่อนหลักทศนิยม เพิ่มโอกาสที่จะหลุดจากมหาวิทยาลัยที่ต้องการและหลุดจากระบบการศึกษาไปเลย ซึ่งที่ไทยเด็กเรียนหนักก็จริง แต่ไม่โหดขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอเกี่ยวกับระบบการศึกษา คือมันไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องดิ้นรนกับการเรียนด้วยตัวเองภายใต้สภาพสังคมที่บีบรัดและกดดัน แต่มนุษย์พ่อมนุษย์แม่ทั้งหลายต่องก็ดิ้นรนเพื่อลูกตัวเองไม่ต่างกัน (ตรงนี้ก็คล้ายกับพ่อแม่ที่ไทยในหลายครอบครัว) พ่อแม่บางคนปั้นลูกเพียงเพราะอยากได้หน้าตาจากการอวดลูกที่เก่งสอบติดที่นั่นที่นี่ พ่อแม่บางคนแค่ต้องการให้ลูกรักษามาตรฐานของครอบครัว จึงเข้าไปกำหนดกฎเกณฑ์ตีกรอบเป้าหมายให้ลูกทำตามที่ตัวเองวาดไว้ หรือพ่อแม่ธรรมดา ๆ บางคนที่แค่อยากส่งลูกไปจนถึงฝั่งฝันที่พวกเขาต้องการ ในเมื่อเด็กมันรักดีแล้วก็ต้องสนับสนุนให้ถึงที่สุด เติมเต็มชีวิตให้ลูก การศึกษาดี ๆ จะทำให้ลูก ๆ ไม่ลำบากต้องเท่ากับพวกเขา

ภาพจาก FB: tvN drama

ทั้งนางเอกที่อยู่ในบทบาทของแม่ที่รักลูกสาวมาก พระเอกที่เป็นติวเตอร์มือหนึ่ง และตัวลูกสาวที่เป็นฟันเฟืองคอยขับเคลื่อนระบบการศึกษาที่หยั่งรากลึกขนาดนี้ คนเป็นแม่ที่ต้องเจียดเงินเลี้ยงดูคนในบ้าน ต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่ ต้องปิดร้านทำมาหากินช่วงเช้า เพื่อที่จะวิ่งหน้าตั้งไปเข้าคิวแย่งที่นั่งในการลงทะเบียนเรียนกวดวิชาให้ลูกสาว คนเป็นลูกที่รู้สถานการณ์ทางบ้านดี พยายามทำตัวไม่ให้เดือดร้อนที่บ้าน แต่เวลานี้มันเกินกำลังที่เด็กจะต่อสู้คนเดียวไหว ต้องกัดฟันขอแม่เรียนกวดวิชาเพื่ออนาคตของตัวเอง และคนเป็นติวเตอร์ที่ผู้ปกครองแทบจะยกให้เป็นพระเจ้า เพราะเขาช่วยให้เด็ก ๆ มีอนาคตได้มากกว่าครูที่โรงเรียน ครูที่เวลาเตรียมการสอนถูกแบ่งไปทำหน้าที่อื่นที่โรงเรียนสั่งให้ทำ

จากซีรีส์ที่มีโปสเตอร์และชื่อเรื่องดูเบาสมอง บรรยากาศท้องเรื่องโดยทั่วไปดูฟีลกู๊ด แต่ก็ใส่ประเด็นที่หนักหน่วงตามสไตล์ที่เกาหลีถนัดเลย การเสนอที่แสดงให้เห็นว่าสังคมกดดันเด็กและครอบครัวขนาดไหน ในขณะที่ครูในระบบการศึกษาต้องทำงานหลายอย่างจนแทบไม่มีเวลาเตรียมการสอนทั้งที่เป็นหน้าที่หลัก สอนไม่สนุกชวนหลับ สอนตามขั้นตอนของหลักสูตร เลยไม่มีเคล็ดลับที่เข้าใจได้ง่าย ๆ เด็กจึงรู้สึกรักและเคารพครูกวดวิชามากกว่า เพราะสอนสนุกและสอนสิ่งที่ใช้ได้จริง ตรงนี้ในไทยเองก็แทบไม่ต่าง นี่คือสิ่งที่เราต้องกลับมาทบทวนหรือเปล่าว่าระบบมันมีปัญหายังไง

สุดท้ายแล้ว ระบบการศึกษาแบบนี้ยังกล้าที่จะเคลมผลงานอีกเหรอว่าที่เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นเพราะการเรียนการสอนในโรงเรียนเท่านั้น ไม่เลย ทั้งที่ไทยและที่เกาหลีใต้นั่นแหละ เด็กส่วนใหญ่ที่สอบเข้าเรียนที่ดี ๆ ได้ เป็นผลมาจากการได้เรียนกวดวิชาทั้งนั้น ดังนั้น เด็กที่ไม่สามารถเรียนพิเศษได้ต้องพยายามมากกว่าเท่าไรถึงจะวิ่งทันเพื่อน สงสารทั้งเด็กทั้งผู้ปกครอง ที่ต่างต้องมาต่อสู้อยู่กับระบบแบบนี้ ทั้งที่เบื้องบนหรือคนมีอำนาจควรจะทำอะไรบ้างเพื่อคลายจุดวิกฤติพวกนี้ให้หลวมลงกว่าเดิมก็ยังดี

ภาพจาก FB: tvN drama

ก็แบบที่ลูกสาวนางเอกระบายความอึดอัดออกมากับเพื่อนนั่นแหละว่า “อย่างฉันกับนายก็ถือว่าใช้ชีวิตวัยสิบปีมาอย่างดีแล้วไหม พวกเราไม่ได้สร้างปัญหาหรือต่อต้านเลย ทำได้แค่กินข้าวกับเรียนก็ไม่ยุติธรรมจะแย่อยู่แล้ว แล้วทำไมเราต้องรู้สึกหมดอาลัยตายอยากขนาดนี้ด้วย” แม้แต่เด็กยังรู้สึกขนาดนี้เลย ส่วนคนแม่ก็เข้าสู่วังวนที่ตัวเองเคยบ่น จากความเดือดร้อนที่ซื้อของเข้าร้านสายเพราะติดแถวของพ่อแม่ที่มาต่อคิวจองที่เรียนให้ลูก ความจริงที่แสนเศร้าว่าพ่อแม่ยอมทำถึงขนาดนั้นเพื่อการศึกษาของลูก แต่ละคนดูทำได้ทุกอย่างเพื่อลงทะเบียนกวดวิชา และให้ลูกลืมแม่ที่ใช้ไม่ได้ในอดีตไปเสียให้หมด ต่อจากนี้เธอจะเป็นแม่ที่ทุ่มเทเพื่อการศึกษาของลูกเอง

ย้ำอีกครั้งจากใจคนที่เคยจะข้ามเรื่องนี้ไปเหมือนกัน อย่าข้ามซีรีส์เรื่องนี้เด็ดขาด กลับมาเถอะ กลับมาก่อน คุณได้ข้อคิดดี ๆ จากซีรีส์เรื่องนี้แน่นอน โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังเป็นมนุษย์พ่อมนุษย์แม่อยู่ด้วยล่ะก็ คุณคงจะอินกับเรื่องนี้มากกว่าสาวโสดวัยละอ่อน (ใกล้หมด) ด้วยซ้ำไป เพราะน่าจะมีแค่คนที่เป็นพ่อเป็นแม่เท่านั้นแหละที่เข้าใจหัวอกได้ดี คนโสดที่ดูแล้วอิน ก็แค่อาจจะนึกย้อนไปถึงวันวานสมัยเรียนและเปรียบเทียบกับตัวเองในสมัยนั้นเท่านั้น แต่ไม่มีลูกให้ต้องไปต่อสู้ดิ้นรนอะไร 📖