ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง จะได้มีสติมากขึ้น

ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่คุณมักรู้สึกว่าการใช้ชีวิตของคุณมันเร่งรีบมากเกินไป เหมือนมีอะไรมาคอยจี้หลังอยู่ตลอดเวลา จนรู้สึกว่าเวลา 24 ชั่วโมงที่มีมันไม่พอบ้างหรือเปล่า คุณมักทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันเพื่อให้มันเสร็จเร็ว ๆ แต่ในขณะเดียวกันกลับมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนไม่น่าให้อภัย ชีวิตที่ต้องวิ่งตามอะไรก็ไม่รู้จนเหนื่อย บางทีก็ดูเหมือนมันไร้ความหมาย เพราะคุณก็ตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคุณจะรีบขนาดนั้นไปเพื่ออะไร

มันจะดีกว่าไหม หากคุณจะลองชะลอฝีเท้าที่กำลังเร่งรีบอยู่ทุกวัน ผ่อนแรงที่ใช้ออกตัวในแต่ละวันลง เพื่อให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตช้าลงบ้าง มันไม่ได้แปลว่าคุณขี้เกียจหรือเฉื่อยแฉะ แต่เพื่อให้คุณได้มีสติมากขึ้นว่าชีวิตคนเรามันไม่จำเป็นที่ต้องเร่งรีบไปหมดทุกชั่วขณะ ซึ่งบ่อยครั้งการเร่งรีบมากเกินไปก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกลับมา

ทำอะไรไปทีละอย่าง

ไม่มีประโยชน์เลยที่จะทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียว แต่ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ด้วยความที่เราเคยชินกับสภาวะเร่งรีบของชีวิต โดยเฉพาะวิถีชีวิตแบบคนในเมืองใหญ่ที่เร่งรัดเราให้ต้องเร่งเร้าตัวเองอยู่ตลอดเวลา บางคนคิดว่าการมี Multitask หรือการทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กันได้ในเวลาเดียวกันเป็นความสามารถพิเศษ เช่น ทำงานไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วยพ่วงด้วยการตักข้าวเข้าปาก ดูเผิน ๆ เหมือนจะช่วยให้ประหยัดเวลาได้มากทีเดียว เป็นความสามารถสุดยอดเยี่ยมที่น่าอิจฉา ช่วยให้กิจกรรมหลาย ๆ อย่างเสร็จจบได้พร้อม ๆ กัน

แต่เอาเข้าจริงการทำพฤติกรรมแบบนี้มีแต่จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่การทำพร้อมกัน แต่เป็นการสลับไปมาระหว่างงานสองงานมากกว่า ดังนั้น คือไม่มีทางเลยที่เราจะโฟกัสไปที่สองอย่างพร้อมกันได้ แล้วจะทำมันออกมาดี ในระยะยาวมันจึงทำให้เราสมาธิสั้นลงเรื่อย ๆ รู้สึกว่าการพยายามจะจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างเป็นเรื่องที่ยากขึ้น เนื่องจากเราไม่เคยมีสมาธิจดจ่ออยู่กับอย่างใดอย่างหนึ่งเลย พอไม่มีสมาธิคุณภาพงานก็แย่ลง แถมต้องใช้เวลาทำกิจกรรมหนึ่ง ๆ มากกว่าเดิม เพราะต้องสลับไปอย่างอื่น โดยคิดว่าให้มันเสร็จไปพร้อม ๆ กัน

มีสมาธิและสติจดจ่อแค่เรื่องตรงหน้า

อย่างที่บอก เหตุผลว่าทำไมเราจึงควรใช้ชีวิตให้ช้าลง ค่อย ๆ ทำไปทีละอย่างมากกว่าการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน คือเพื่อให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องตรงหน้าให้มากที่สุด ให้ความสำคัญกับแค่เรื่องที่ “กำลังทำอยู่” แค่นั้นพอ ไม่ต้องรีบที่จะทำให้อะไร ๆ มันเสร็จไปพร้อมกันหรอก ตราบใดที่เราทำตามลำดับความสำคัญของงาน เราก็จะไม่สับสนหรือสติแตกว่าควรเริ่มจากสิ่งใดก่อนเป็นลำดับแรกอยู่แล้ว การเร่งรีบทำงานที่กองสุม ๆ ไว้โดยที่ไม่ได้แยกจัดระเบียบก่อน มีแต่จะทำให้ทุกอย่างช้าลงเท่านั้น เพราะหัวหมุน และไม่มีสมาธิจดจ่อกับอะไรเลยสักอย่าง

ไม่ใช่แค่สมาธิเท่านั้นที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราวางแผนการทำงานเป็นอย่าง ๆ หรือพยายามจะใช้ชีวิตให้ช้าลง แต่ยังมีสติมากขึ้นด้วย ทุกวันนี้เรามักจะทำอะไรขาดสติกันก็เพราะว่าใจร้อน ด่วนตัดสินใจมากเกินไป ปล่อยให้อารมณ์นำพาเพื่อที่เรื่องมันจะได้จบ ๆ แต่เอาเข้าจริงไม่มีผลดีอะไร กิจกรรมเสร็จจบพร้อมกันได้ก็จริง แต่คุณภาพที่ได้นั้นสมน้ำสมเนื้อหรือเปล่า วิธีใช้ชีวิตให้ช้าลงไม่มีอะไรยาก เริ่มจากพูดให้ช้าลง จะพูดจะคุยก็ค่อย ๆ อธิบาย จะได้มีเวลากลั่นกรองคำพูด ไม่หลุดพ่นคำสบถ ผรุสวาท หรือคำที่ทำร้ายจิตใจใครออกมา ทำทีละอย่างใจเย็น ไม่ต้องรีบ

หายใจเข้า หายใจออกลึก ๆ ช้า ๆ นับ 1-10 ในใจ

นี่อาจเป็นวิธีที่เบสิกที่สุดแล้วในการพยายามรั้งให้ตัวเองทำอะไรให้ช้าลง อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการสงบจิตสงบใจได้ดีทีเดียว คือการทำสมาธิเรียกสติกลับมา อาจไม่ต้องถึงขั้นภาวนาพุทโธ เพียงแต่จดจ่อกับลมหายใจของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะอย่างน้อยเราก็ได้พาตัวเองออกมาจากจุดที่ใช้แต่อารมณ์ได้ นอกจากนี้ การหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ยังทำให้ร่างกายของเราได้รับออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นกว่าการหายใจเร็ว ๆ แรง ๆ ในเวลาที่โกรธเลือดขึ้นหน้า อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลดลง ซึ่งจะทำให้เราผ่อนคลายขึ้นด้วย

หรือถ้าการควบคุมลมหายใจก็ยังยากเกินไป พยายามหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ แต่ก็ลดอาการหัวร้อน ปากไวไม่ได้ ก็ให้ถึง 100 ไปเลย จะทำให้เราอารมณ์เย็นลงได้ ลองหลับตาแล้วเริ่มนับเลขไปจนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เพราะการที่เราหันมาจดจ่อกับการนับเลขจะช่วยให้เราได้หยุดพักความรู้สึกโกรธ แล้วหันมาใช้สมาธิกับตัวเลขแทน ถ้าหากรู้ว่าตัวเองนับผิดหรือจำไม่ได้ว่าถึงไหนแล้ว ให้เริ่มต้นกลับมานับ 1 ใหม่ เพราะถ้าเราไม่อยากจะต้องเริ่มต้นนับใหม่หลาย ๆ รอบ ก็จะค่อย ๆ ใจเย็นลงได้เอง (หรือหันมาโกรธตัวเองแทน)

พยายามเป็นคนที่ฟังให้มากกว่าพูด

คนที่ใจเย็น อดทนมากพอ จะระงับปากที่อยากพูดออกไปได้ดีกว่าคนที่ใจร้อน พวกเขาจะพยายามเป็นคนที่ฟังให้มากกว่าพูด แน่นอนว่าเมื่อเกิดอารมณ์โกรธหรือหัวร้อนขึ้นมา ส่วนใหญ่แล้วอารมณ์จะอยู่เหนือเหตุผล และเราก็จะนึกถึงแต่ตัวเอง แทบจะไม่สนใจฟังเลยว่าคนอื่นจะพูดอะไร ซึ่งเขาอาจจะกำลังอธิบายเหตุผลของเขาอยู่ก็ได้ ฉะนั้น ลองเปิดใจให้กว้างแล้วรับฟังคนอื่นบ้าง บางทีเราอาจจะเห็นจะพบกับความจริงอีกด้านที่เราไม่เคยสนใจ เพราะมัวแต่ปิดกั้น เอาตัวเองเป็นใหญ่อยู่ก็ได้ ลองฝึกพูดให้น้อยลง แต่ฟังคนอื่นให้มากขึ้นดู แล้วจะพบว่ามันดีกว่าที่คิด

การฟังมากกว่าพูด หรือพูดเท่าที่โอกาสเปิดให้เราได้พูด นี่คือเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ถึงมีเพียง 1 ปาก แต่มีหูตั้ง 2 หู นั่นก็เพื่อที่จะให้เราได้รู้จักใช้อวัยวะที่มีจำนวนมากกว่าให้เต็มที่ พฤติกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เราเป็นคนที่ใจกว้างขึ้น มีความอดทนและใจเย็นมากขึ้นเท่านั้น แต่มันยังเป็นมารยาทในการสื่อสารที่จะทำให้เราไม่พลาดหรือตกหล่นข้อมูลที่สำคัญไป รู้จักพิจารณาว่าถ้าพูดแล้วไม่ได้มีใครได้ประโยชน์ มีแต่เรื่องไร้สาระจับใจความไม่ได้ หรือดีแต่สร้างความเสียหายก็อย่าพูด เพราะทำให้คนอื่นต้องมาเสียเวลาฟัง ที่สำคัญ ยังใช้แสดงความโง่หรือฉลาดได้ด้วย

มีเวลาทบทวนตัวเองวันละนิดวันละหน่อย

คนเรามักจะมีเวลาให้คนอื่นหรือสิ่งอื่นเสมอ ยกเว้นตัวเอง ชีวิตที่ยุ่ง ๆ ในแต่ละวันมีแต่เรื่องที่เราทำเพื่อคนอื่นทั้งนั้น แทบไม่มีเวลามาสนใจสิ่งที่ตัวเองต้องการเลย เห็นคนอื่นมากขึ้น เห็นตัวเองน้อยลงเรื่อย ๆ จนเราเริ่มที่จะหลงลืมตัวเองไปทีละน้อย ๆ และไม่ได้สนใจว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้างในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้เลยว่ากำลังเสียตัวตนของตัวเอง เพราะมันถูกกลืนกินไปกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างเสียหมด กว่าจะรู้ตัว เราก็อาจจะเริ่มที่จะตั้งคำถามกับตัวแล้วว่าฉันเป็นใคร แล้วฉันต้องการอะไร สับสนแม้กระทั่งความเป็นตัวเอง

อย่าลืมหาเวลาที่จะพิจารณาทบทวนตัวเองบ้างว่าวัน ๆ เราทำอะไรไปบ้าง ไม่ใช่ทำไปเรื่อย ๆ เพราะสถานการณ์รอบข้างบอกให้ทำ ทบทวนและคุยกับตัวเองวันละนิดละหน่อย เพื่อให้รู้ว่าตัวเองกำลังต้องการอะไรกันแน่ เพราะชีวิตคนเราน่ะมันจะวิ่งตามทุกอย่างที่เข้ามาตลอดเวลาไม่ได้หรอก ต้องมีบางครั้งที่เราหยุดวิ่งตามโลก แล้วตามหาตัวเองบ้าง ถ้ามันเร็วเกินไปจนรู้สึกว่าทำตัวตนหายไปข้างทาง ก็ต้องใช้ชีวิตให้ช้าลง ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะเฉื่อยชาบ้างในบางครั้ง หรือปฏิเสธความสำเร็จที่รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง ที่สำคัญคือความสุขของเรามากกว่า ถ้ามีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเติมเต็ม