9 เหตุการณ์แห่งความทรงจำ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “ในหลวง รัชกาลที่ 9” พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทยมายาวนานถึง 70 ปี
เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ : 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489
ขณะทรงมีพระชนมายุ 19 พรรษา พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตในวันดังกล่าว และทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่อยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ กรุงโลซานน์ โดยในช่วงระหว่างนั้น รัฐบาลได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการบริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส : 28 เมษายน พ.ศ. 2493
ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จออกห้องพระราชพิธีถวายน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนตร์ แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงรดน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนตร์ แด่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ตามโบราณราชประเพณี
เสร็จแล้วเสด็จลงห้องรับแขก โปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาสมเด็จพระอัครมเหสีเป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ แด่สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ด้วย
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก : 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493
ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระปรมาภิไธยตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” และได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
ในการนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระอัครมเหสีเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี”
พระประสูติกาล “ในหลวง รัชกาลที่ 10″ : 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495
ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17 นาฬิกา 45 นาที เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชโอรสพระองค์แรก ซึ่งมีพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรง สุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร”
เมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515
และเมื่อพระราชบัลลังก์ว่างลงหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาล จึงขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 และมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” ณ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559
ผนวช : 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระราชอุปัชฌาย์ และมีสมณนามว่า “ภูมิพโลภิกขุ” ก่อนเสด็จฯ ประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ที่ทรงพระผนวชในขณะดำรงสิริราชสมบัติ
ระหว่างที่ผนวชเป็นเวลา 15 วัน จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และภายหลังทรงโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธยเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ปีเดียวกัน
เหรียญทองเรือใบ กีฬาแหลมทอง : 16 ธันวาคม พ.ศ. 2510
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกีฬาซีเกมส์) ซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพ ในระหว่างวันที่ 9-16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 โดยมีนักกีฬาเกือบหนึ่งพันคน จาก 6 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน
พระองค์ทรงแข่งขันกีฬาเรือใบประเภทโอเค ซึ่งเป็นเรือใบที่พระองค์ทรงต่อเอง และด้วยพระปรีชาสามารถ ส่งผลให้พระองค์ชนะเลิศและทรงคว้าเหรียญทองในประเภทดังกล่าว
โดยฝ่ายจัดการแข่งขันทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลในวันที่ 16 ธันวาคม หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติเห็นชอบให้วันที่ 16 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันกีฬาแห่งชาติ”
พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี : 8-13 มิถุนายน พ.ศ. 2549
พระราชอาคันตุกะจาก 25 ประเทศ ร่วมถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในระหว่างวันที่ 8-13 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ซึ่งมีทั้งองค์พระประมุขที่เสด็จฯ โดยพระองค์เอง และผู้เสด็จฯ แทนพระองค์ ทั้งพระสวามีหรือพระราชินี หรือพระราชวงศ์ระดับสูง ตลอดจนมกุฎราชกุมารทั้งหลาย
โดยพระราชอาคันตุกะจาก 25 ประเทศ ได้แก่ บรูไน สวีเดน สวาซิแลนด์ ญี่ปุ่น กาตาร์ เลโซโท จอร์แดน ลักเซมเบิร์ก มาเลเซีย กัมพูชา โมนาโก คูเวต ลิกเตนสไตน์ สเปน โมร็อกโก บาห์เรน ตองกา ภูฏาน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เบลเยียม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร โอมาน ซึ่งในจำนวนนี้มีองค์ประมุขจาก 13 ประเทศ ที่เสด็จฯ มาด้วยพระองค์เอง จึงนับเป็นการชุมนุมของพระประมุขจากประเทศต่าง ๆ มากที่สุดในโลก
โครงการพระราชดำริ “คลองลัดโพธิ์” : 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
“ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์” เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในปี 2545 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2549
นอกจากประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์จะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างแท้จริงแล้ว ก็ยังมีศักยภาพในด้านการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำด้วย ซึ่งเป็นโครงการที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ด้วยพระองค์เอง
เสด็จออกมหาสมาคม : 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ก่อนเสด็จออกออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555
โดยเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ประชาชนชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศนับแสน ๆ คน ต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของพระองค์ ไปเฝ้ารอรับเสด็จและชื่นชมพระบารมีของพระองค์กันจนเต็มพื้นที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าจนท้ายแถวยาวไปเกือบถึงสนามหลวง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสแก่ประชาชนตอนหนึ่งด้วยว่า “ความปรารถนาดีและความพร้อมเพรียงกันของทุกท่านอย่างที่ได้เห็นกันในวันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจ มีกำลังใจมากขึ้น ด้วยมีความเชื่อเสมอมาว่า ความเมตตาปรารถนาดีต่อกันนี้ เป็นปัจจัยอย่างสำคัญ ที่จะยังความพร้อมเพรียงให้เกิดมีขึ้น ทั้งในหมู่คณะและชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้ประจำอยู่ในจิตใจ ก็มีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทยไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ก็จะอยู่รอดปลอดภัยและดำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน”




























