
หากเอ่ยชื่อของ ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ แฟนบอลไทยย่อมรู้จักเขาเป็นอย่างดี ในฐานะกองหลังทีมชาติไทย ผู้ยิงประตูชัยนำทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ปี 2003 หรือเมื่อ 17 ปีที่แล้ว
ปัจจุบัน “กัปตันโอ๊ต” ได้ผันสถานะจากนักเตะสู่บทบาทใหม่ในฐานะ “ผู้ฝึกสอน” ให้กับต้นสังเก่าเก่าอย่าง เอสซีจี เมืองทองฯ ชุดบี ซึ่งบทสัมภาษณ์ “คนต้นคิด” ในวันนี้ จะทำให้ทุกคนได้รู้จักกับ “โอ๊ต” ณัฐพร ให้มากขึ้นกว่าที่เคย!
ย้อนความรู้สึกเมื่อครั้งเป็นฮีโร่ยิงประตูชัยชนะเจ้าภาพเวียดนาม 2-1 คว้าแชมป์ซีเกมส์ ปี 2003
ตอนนั้นต้องยอมรับว่าฟุตบอลไทยค่อนข้างที่จะบูม พอเราได้แชมป์จึงเป็นความภาคภูมิใจของตัวเราเองด้วย ของตระกูลเราด้วย แล้วก็ของคนไทยด้วย ผมมองว่ามันค่อนข้างมีความสุข คือมันหาบรรยากาศตรงนั้นค่อนข้างที่จะยากแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปก็จะมีความสุข ได้นั่งยิ้มอยู่กับตัวเอง
รับมือกับชื่อเสียงและความโด่งดังที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร
ด้วยลักษณะนิสัยผม เพื่อน ๆ จะรู้ดีว่าเป็นคนไม่ค่อยยึดติดกับคำว่านักฟุตบอลทีมชาติ เป็นคนไม่ยึดติดกับคำว่าชื่อเสียงเงินตรา ผมเป็นคนที่จะทำอะไร ให้ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วผมเชื่อว่าอนาคตมันจะสบายเอง
วันนี้ยอมเหนื่อย วันนี้ยอมสู้ แต่อนาคตมันจะสบายเอง แต่ถ้าวันนี้ไม่สู้ วันนี้ไปยึดติดว่า เราเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ เรามีชื่อเสียง ผมว่าวันข้างหน้าจะลำบาก ผมมองว่า คำว่าชื่อเสียงกับภาพลักษณ์อะไรต่าง ๆ มันจะต้องอยู่คู่กับเราไปตลอดไปอยู่แล้ว แต่ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ ด้วย
เมื่อผันตัวเองมารับงานคอมเมนเตเตอร์ (วิเคราะห์เกมฟุตบอล) มีหลักการทำงานอย่างไร
การทำงานออกสื่อ กับการทำงานที่เราเล่นฟุตบอลแล้วเป็นโค้ช ณ ปัจจุบัน ผมมองว่าทำอะไรก็ได้ให้เป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด พูดออกมาให้เป็นตัวของตัวเอง เพราะว่ามีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในสโมสรเมืองทองฯ บอกว่าคุณพูดอะไรแล้วสื่อออกมาให้ชาวนา หรือคนที่ไม่ดูฟุตบอลเข้าใจว่าการเล่นชิ่งวันทู 1-2 เนี่ย มันคืออะไร แท็กติกการเล่นรับแดน 2 คือแดนกลางเนี่ย มันออกมาเป็นอย่างนี้นะ พูดอะไรก็ได้ให้เป็นเป็นตัวของตัวเอง แล้วสื่อออกมาให้ตาสีหรือตาสาเข้าใจได้ง่ายที่สุด เราเลยนำตรงนี้มาปรับให้เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด
จุดเปลี่ยนสู่การเป็นโค้ช ทั้งที่งานคอมเมนเตเตอร์กำลังไปได้สวย
อาชีพคอมเมนเตเตอร์เหมือนจับพลัดจับผลูเข้ามา หลังจากทำได้ 4-5 ปี ผมเริ่มคิดที่จะเลิกเล่นฟุตบอล ภรรยาเลยบอกว่างานคอมเมนเตเตอร์ทำได้นะ แต่มันไม่ใช่งานหลัก งานหลักของคุณคือการเตะฟุตบอล แต่ในเมื่อจะเลิกแล้วเนี่ยก็ต้องไปเป็นโค้ช ผมเลยไปอบรมโค้ช ซึ่งทุกวันนี้ก็ผ่านบีไลเซนส์แล้ว สามารถเป็นเฮดโค้ช ทีม T2 ของในประเทศไทยได้ อนาคตข้างหน้าต้องไปเรียนเอ และเรียนโปร ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ครับ
เป้าหมายคือการเป็นโค้ชมากกว่าคอมเมนเตเตอร์?
ใช่ เป้าหมายของผมคือการเป็นโค้ช เพราะว่าผมเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ไม่ใช่อาชีพนักฟุตบอล ถ้าเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คือเราจะมีเป้าหมายว่า หนึ่งเราต้องติดทีมชาติ ตอนรุ่นอายุเท่านี้ ต้องเล่นไปถึงระดับนี้ ๆ แต่ถ้าอาชีพนักฟุตบอล หลายคนจะบอกว่า เฮ้ยนี่อาชีพนักฟุตบอล คือถึงเวลาแค่มาซ้อม ซ้อมเสร็จกลับ คุณจะไม่มีเป้าหมายเลยว่าปีนี้คุณจะได้เล่นกี่นัด อย่างผม ผมมีเป้าหมายว่าเมื่ออายุผมเยอะขึ้น ผมต้องย้ายไปอยู่สโมสรเล็กลง เพื่อให้ตัวเองได้ลง ได้ฝึกปรือตัวเองอยู่ทุกสัปดาห์
คือแต่ละสโมสรที่เขาบอกว่าณัฐพรย้ายสโมสรบ่อย ใช่ ย้ายไปเพื่ออะไร ย้ายไปเพื่อเล่น ผมไม่เคยย้ายไปเพื่อไปนั่ง ไปรับเงินเดือนอย่างเดียว ปี ๆ หนึ่งผมจะเล่นตกละ ทุกสโมสรต้องมี 20 กว่านัดเป็นต้นไป ไทยลีกเตะ 1 ฤดูกาลก็ประมาณ 28 นัด ผมต้องเล่น 20 นัดขึ้น และไม่ใช่เล่นแค่ 45 นาที 15 นาที เปลี่ยนลงไป ผมจะเล่น 90 นาที
การอยู่ทีมเล็กแต่ได้ลงเล่นสม่ำเสมอ สร้างคุณค่าได้มากกว่าการอยู่กับทีมใหญ่แต่ได้ลงเล่นน้อยกว่า
ใช่ครับ มันสร้างคุณค่ากับเราได้แน่นอน แล้วมันสามารถตอบโจทย์กับทุกคำถามได้ว่า ย้ายไปทำไม สมมติรับเงินเดือนทีมใหญ่อยู่ 2 แสน คุณไปอยู่ทีมเล็กคุณรับได้แสนกว่าบาท แต่ผมได้เล่น ผมได้ลอง แต่ถ้าอยู่ทีมใหญ่ รับเงินเดือน ไปถึงก็ไปนั่ง แล้วก็ซ้อม แล้วก็ไม่ได้ลง ก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีข้อผิดพลาดอะไร
เหตุผลหลักที่ตัดสินใจประกาศแขวนสตั๊ด
จริง ๆ แล้วตอนเข้าอายุ 38 เมื่อปีที่ผ่านมาเนี่ย มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่าให้เล่นต่อ แต่ภรรยาบอกว่า เลิกเถอะ เพราะรู้สึกสงสาร เล่นแต่ละแมตช์ 90 นาที เลยลองมานั่งนึกดูก็รู้สึกว่ากว่าเราจะผ่านมา 18 ปี กว่าจะผ่านมาอยู่ตรงนี้ได้ มันผ่านอะไรมาเยอะ
บางวันก็ท้อ บางวันก็เหนื่อย บางวันก็เบื่อ บางวันก็เหงา
ยิ่งช่วงหลัง ๆ มาไปอยู่สโมสรราชนาวี คือต้องไปอยู่สัตหีบ 4 ปีสุดท้ายเราไม่ได้อยู่บ้านเลย ไม่รู้ความเป็นไปเป็นมาว่าลูกเราไปโรงเรียนแบบไหน ภรรยาไปส่งแล้วภรรยากลับมานอนไหม ลูกเราจะอยู่ยังไงจะมีคนรังแกไหม เพราะว่าที่บ้านจะไม่มีผู้ชายอยู่เลย คือทั้งบ้านมีผมคนเดียวที่เป็นผู้ชายเลยเป็นห่วงอะไรหลายอย่าง จึงตัดสินใจเลิกดีกว่า และบอกผู้ใหญ่ท่านนั้นว่าขอเลิก แต่อยากเป็นโค้ช ผู้ใหญ่ท่านนั้นจึงส่งมาอบรมโค้ชและเป็นที่มาในกาาเข้ามาทำงานที่เอสซีจี เมืองทองฯ
การเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเอสซีจี เมืองทองฯ ชุดบี ต้องใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ?
ต้องดูแลทุกอย่าง ต้องใช้คำว่าดูแลทุกอย่าง คืออายุ 17-23 ปี เป็นช่วงวัยรุ่นที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะพัฒนาต่อ หรือว่าได้แค่นี้ คือเราจะเป็นคนเห็นเด็กตลอดเวลาว่าคนนี้ไปต่อได้ คนนี้ไม่ได้ จึงต้องหาวิธีที่จะพัฒนาคนที่ไปต่อไม่ได้เพื่อให้พัฒนาขึ้นมา เราไม่สามารถตอบได้ว่าคุณจะเป็นนักบอลอาชีพอยู่กับสโมสรนี้ได้หรือไม่ได้ คนที่ตัดสินได้คือตัวคุณเองไม่ใช่ตัวผม ผมสามารถสอนคุณได้ แต่สอนเสร็จคุณจะเอาไปใช้ในสนามหรือเปล่า
ในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ “พรสวรรค์” กับ “พรแสวง” อะไรสำคัญกว่ากัน?
คำว่าพรสวรรค์เนี่ย มันมีดีในตัวอยู่แล้ว คือทำอะไรก็ได้ ดูดีหมด แต่คำว่าพรแสวง ผมเชื่อว่ามันดีกว่า ผมเชื่อในเรื่องของพรแสวงมากกว่า แต่ทั้งนี้พรสวรรค์และพรแสวง มันต้องมาพร้อม ๆ กัน สมมติพรสวรค์มี 90 พรแสวงอีก 10 ก็ยังดี หรือว่าพรแสวงมี 80 พรสวรรค์มี 20 มันก็ยังบริหารให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมว่าจะดีกว่า
เด็ก ๆ ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอล ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
ผมเชื่อว่าเรื่องระเบียบวินัยต้องมาก่อน จากนั้นค่อยพัฒนาฝีมือตัวเอง คือคุณจะพัฒนาได้มากน้อยแค่ไหน คุณมีจุดบอดแค่ไหน โค้ชแต่ละคนจะบอกว่า คุณต้องไปแก้จุดนี้ ต้องพัฒนาจุดนี้ ถ้าพัฒนาได้เขาได้ไปต่อ ถ้าหยุดพัฒนาเขาจะจบตรงนั้นทันที






























