Home Inspiration My Dear มีเดีย Seenager เจนฯใหม่ที่สมองไม่แก่

Seenager เจนฯใหม่ที่สมองไม่แก่

รู้จักคำว่า Seenager กันไหมคะ คำที่มีนิยามสุดเฟี้ยวอย่างยาวว่า

“ฉันมีทุกอย่างที่ฉันอยากมีเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นในเวลาเพียงแค่ 60 ปีเท่านั้น

ถึงตอนนี้ฉันไม่ต้องไปโรงเรียนหรือไปทำงานแต่ฉันได้รับเบี้ยเลี้ยงทุกเดือน

ฉันมีที่อยู่เป็นของตัวเอง ชีวิตในทุกวันของฉันไม่มีเคอร์ฟิว ฉันมีใบขับขี่และมีรถเป็นของตัวเอง”

“ฉันมีบัตรประชาชนของจริงที่ทำให้ฉันเที่ยวกลางคืนแบบไม่กลัวถูกตรวจบัตรผู้คนที่ฉันคบหาด้วยไม่มีใครต้องกลัวอะไรอีกแล้ว และที่เจ๋งสุดคือฉันไม่มีสิวมากวนใจอีกต่อไป”

ดูจากคำจำกัดความแล้วคงพอเดากันออกนะคะหมายถึง ผู้สูงอายุที่อยู่ในวัยเกษียณ เป็นคำที่นิยามขึ้นมาเพื่อปลุกเร้าให้คนในวัย 60 ปีขึ้นไปหันมา สร้างความสดใส ซาบซ่านให้กับชีวิตตนเอง

ทั้งนี้มีรายงานทางการแพทย์ระบุว่าคนอายุมาก นั้นไม่ได้หมายความว่าสมองของพวกเขาจะอ่อนแอลงตามอายุ แต่ในทางตรงกันข้ามสมองของพวกเขาแข็งแกร่งเหมือน CPU ในคอมพิวเตอร์แต่ด้วยข้อมูลที่มากมายตลอด 60-70 ปีทำให้การประมวลผลทางความคิดที่จะสั่งมายังส่วนอื่นของร่างกายได้ช้าลง และถ้าได้บริหารสมองอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พวกเขามีชีวิตอย่างมีความสุขไม่ห่อเหี่ยวได้อีกอย่างน้อย 10 ปี

ดังนั้น การปลุกเร้าให้คนในวัย 60 อัพลุกขึ้นมาใช้สมองเพื่อการทำงานไม่ปล่อยให้สมองและร่างกายต้องฝ่อไปตามวันเวลา นั่งอยู่บ้านเพื่อรอลูกหลานมาเยี่ยม น่าจะเป็นการดี

ในต่างประเทศนั้นมีการเปิดโอกาสให้คนวัยเกษียณ มาทำงานเพื่อสังคม หรือ ทำงานในสิ่งที่ตนถนัดโดยที่งานนั้นไม่หนักจนเกินไป ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่คนสูงอายุมีจำนวนมาก เมื่อเราเดินทางไปญี่ปุ่น เราจะพบคนสูงอายุที่พูดภาษาอังกฤษได้มาทำงานอาสาสมัครช่วยนักท่องเที่ยว นับเป็นการเปิดโอกาสให้คนสูงอายุเหล่านั้นได้ใช้งานสมอง และมีสังคมที่ทำให้พวกเขาไม่เงียบเหงา

ในเมืองไทยก็มีนะคะ ร้านหนังสือที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศอย่างร้านซีเอดบุ๊ค ก็เปิดรับสมัครพนักงานที่มีวัย 60 ปีขึ้นไปเพราะทางร้านเล็งเห็นว่ามีผู้สูงอายุอีกมากที่ยังมีไฟในการทำงานอยู่

หรืออย่างเรื่องคุณลุงแท๊กซี่ ประจำโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง นราธิวาสที่ผู้เขียนเพิ่งได้ใช้บริการไปเมื่อไม่นานมานี้ คุณลุงเป็น ข้าราชการเกษียณอายุพอเกษียณแล้วก็รู้สึกเบื่อที่วันๆไม่ได้ทำอะไร คุณลุงบอกว่า “พอเกษียณจะไม่เหงาแค่เดือนเดียว เพราะเพื่อนจะมาหาจากนั้นก็จะเงียบหายกันไป”

พอขึ้นไปอยู่กับลูกที่กรุงเทพฯ ก็รู้สึกแย่ยิ่งกว่า อดทนอยู่ได้สิบกว่าวันก็กลับลงมาอยู่บ้านที่นราธิวาส ใครจะคิดแทนว่าอันตรายยังไง คุณลุงไม่สน เพราะคุณลุงยืนยันว่า นราธิวาส อยู่สบายกว่ากรุงเทพฯ แล้วก็โชคดีที่มีโอกาสเจอกับผู้จัดการโรงแรม เลยชักชวนให้คุณลุงมาขับรถแท๊กซี่ คอยบริการแขกของโรงแรม

ซึ่งแกบอกว่าสนุกมากดีกว่านั่งๆนอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ เพราะถึงเวลานี้เรื่องเงินเป็นเรื่องรอง แต่การได้ทำงานได้เจอกับผู้คน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันทำให้มีความสุขมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้สายตาของคนแปลกถิ่นอย่างผู้เขียนมองเมือง นราธิวาส ในมุมใหม่

หลังจากคุยกันเพลิน คุณลุงก็ขับรถมาจอดหน้าร้านข้าวต้มดังประจำถิ่นอย่างร้าน “อั้งม้อ” ที่คุณลุงบอกว่าร้านนี้คุณจะติดใจ

ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริง เพราะต้มจับฉ่าย กับ ฮ่อยจ๊อ ของร้านนี้ หลายร้านในกทม. ยังสู้ไม่ได้ และการแนะนำร้านดีๆแบบนี้เป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมข้อมูลในสมองมาเป็นเวลานาน เป็นข้อมูลเฉพาะตัวที่ต่อให้ Wkipedia หรือ google ก็สู้ไม่ได้

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ