Home Work & Living Work รับมือเมื่อ “ถูกเลิกจ้างกะทันหัน” ผ่านวิกฤติแบบเจ็บตัวน้อยที่สุด

รับมือเมื่อ “ถูกเลิกจ้างกะทันหัน” ผ่านวิกฤติแบบเจ็บตัวน้อยที่สุด

ข่าวปลดพนักงานแบบฟ้าผ่า หรือประกาศเลิกจ้างของบริษัทต่าง ๆ ยังคงมีให้เห็นกันอยู่อย่างต่อเนื่องในทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือองค์กรใหญ่ก็แลดูจะสุ่มเสี่ยงไปหมดในช่วงนี้ ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต้องคอยเกาะติดสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด ด้วยความไม่แน่ใจว่าตนเองจะโดนหางเลขถูกเลิกจ้างในเร็ววันนี้ไปด้วยหรือไม่ แล้วถ้าหากว่าคุณจะต้องกลายเป็น “คนตกงาน” อย่างกะทันหัน ควรจะต้องตั้งสติและไปต่ออย่างไรดี เพื่อให้ก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤติแบบนี้ไปได้โดยเจ็บตัวน้อยที่สุด

ตกงานกะทันหันรีบแจ้งประกันสังคม

หากคุณเป็นผู้ประกันตนแล้วต้องตกงาน จะด้วยการถูกเลิกจ้าง หรือแม้กระทั่งต้องลาออกด้วยความจำเป็นใด ๆ ก็ตาม คุณมีสิทธิได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานจากประกันสังคม โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเกิดสิทธิ มีดังนี้ (อัปเดต 3 ตุลาคม 2567)

1. เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงานกับนายจ้างรายสุดท้าย หรือกรณีผู้ประกันตนว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย

2. มีระยะเวลาการว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป

3. ผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (เว็บไซต์ https://e-service.doe.go.th) ของกรมการจัดหางาน

  • กรณีขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานนับแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน
  • กรณีขึ้นทะเบียนว่างงานเกิน 30 วัน จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ตั้งแต่วันที่ขึ้นทะเบียนว่างงานจนครบสิทธิ

4. ต้องรายงานตัวตามกำหนดนัดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (เว็บไซต์ https://e-service.doe.go.th) ของสำนักงานจัดหางานไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง (รายงานตัววันใดก็ได้ภายในเดือนที่นัด)

5. เป็นผู้มีความสามารถในการทำงาน และพร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดให้

6. ต้องไม่ปฏิเสธการฝึกงาน

7. ผู้ที่ว่างงานต้องไม่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกรณี มีดังนี้

    1. ทุจริตต่อหน้าที่กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
    2. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
    3. ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณี ร้ายแรง
    4. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันควร
    5. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
    6. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา
    7. ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ

8. สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทน เงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน มีดังนี้

  • กรณีถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตัวอย่างคือ ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 5,000 บาท
  • กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตัวอย่างคือ ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 3,000 บาท
  • ในกรณียื่นคำขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานเพราะเหตุถูกเลิกจ้าง หรือเหตุถูกเลิกจ้างและลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างเกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันไม่เกิน 180 วัน แต่ในกรณียื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เพราะเหตุลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง เกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนรวมกันไม่เกิน 90 วัน

ทั้งนี้ คุณในฐานะลูกจ้างทีjออกจากงาน ยังได้รับความคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมต่อไปอีก 6 เดือน นับจากวันที่ลาออกจากงาน ดังนี้

  • กรณีเจ็บป่วย เฉพาะผู้จ่ายเงินสมทบ ในส่วนของกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์
  • กรณีคลอดบุตร เฉพาะผู้ที่จ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตร
  • กรณีทุพพลภาพ เฉพาะผู้จ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนทุพพลภาพ
  • กรณีเสียชีวิต (ไม่ใช่จากการทำงาน) เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเดือนถึงแก่ความตาย

เช็กสิทธิการรับค่าชดเชย ตามกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน

เงินชดเชยเลิกจ้าง คือ สิทธิ์ที่พนักงานจะได้รับเป็นเงินช่วยเหลือ กรณีที่ถูกให้ออกจากงาน เนื่องจากเหตุผลที่จำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลง หรือมีการเปลี่ยนโครงสร้างภายในต่าง ๆ โดยตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด เงินชดเชยเลิกจ้าง กรณีค่าชดเชยมาตรา 118 หรือเงินชดเชยเลิกจ้าง, สินจ้างแทนการบอกล่วงหน้า และค่าชดเชยพิเศษมาตรา 120, 121 และ 122 จะต้องจ่ายเงินในวันที่เลิกจ้าง

กรณีนายจ้างเลิกจ้าง โดยลูกจ้างไม่มีความผิด มีรายละเอียด ดังนี้

  • ลูกจ้างซึ่งทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างจะไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน

กรณีนายจ้างเลิกจ้าง เพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน อันเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างลง ต้องดำเนินการ ดังนี้

(1) นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้าง ให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน ทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันที่จะเลิกจ้าง

(2) ถ้านายจ้างไม่แจ้งแก่ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลา 60 วัน นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 60 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

นอกจากนี้ นายจ้างยังจำต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติอีก ในกรณีดังนี้

(1) ลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติ ซึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้รับอยู่แล้ว ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 15 วันสุดท้ายต่อการทำงานครบ 1 ปี สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(2) ค่าชดเชยพิเศษนี้ รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 360 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่ทั้งนี้ รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน

(3) เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ เศษของระยะเวลาทำงานที่มากกว่า 180 วัน ให้นับเป็นการทำงานครบ 1 ปี

คำนวณเรื่องการยื่นภาษีเงินชดเชยเลิกจ้าง

เงินชดเชยเลิกจ้างถือเป็นเงินที่ได้รับตามกฎหมาย แต่หากนำมาคำนวณรวมกับเงินได้อาจจะส่งผลให้ภาษีบุคคลสูงไปด้วย กฎหมายจึงกำหนดให้เงินชดเชยแยกออกจากงานเสียภาษีปกติ โดยกรมสรรพากรได้ปรังปรุงกฎหมายภาษีล่าสุด โดยปรับเพิ่มเพดานค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง

  • เดิม ค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี หากเงินชดเชยที่ได้รับมากกว่า 300,000 บาท แต่หากเกิน ส่วนที่เกินจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ใหม่ ค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 600,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่หากเกิน ส่วนที่เกินจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อย่างไรก็ดี มติใหม่ของการปรับปรุงภาษีกำหนดบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ทั้งนี้ ใครที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีแล้ว สามารถปรับปรุงและขอคืนภาษีได้ในระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ยื่นแบบ

เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” นั้น เป็นหนึ่งในสวัสดิการที่นายจ้างมีให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราได้เก็บออมเงินอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อเก็บไว้ใช้ยามเกษียณหรือลาออกจากงาน ฉะนั้น เมื่อคุณลาออกจากงาน ย่อมเท่ากับสิ้นสุดการเป็นสมาชิกกองทุนฯ ทันที เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณจะได้รับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนฯ คืน ส่วนเงินสมทบของนายจ้างที่จ่ายเข้ากองทุนฯ และผลตอบแทนการลงทุน จะถูกคำนวณคืนให้คุณตามสัดส่วนและตามอายุงาน

รวบรวมเงินที่มีทั้งหมด เพื่อวางแผนการเงิน

เมื่อรายงานตัวกับประกันสังคมเรียบร้อย ก็ต้องมาดูว่าเงินที่คุณมีอยู่ทั้งหมดเป็นเท่าไร ซึ่งรวมไปถึงเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ได้รับ เงินชดเชยจากบริษัทในกรณีถูกเลิกจ้าง เงินที่ได้รับจากประกันสังคมกรณีว่างงาน เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอื่น ๆ ถ้ามี เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีเงินสำรองในช่วงที่ยังไม่มีรายได้เข้ามาอยู่เท่าไร

เมื่อไม่มีรายได้แต่ยังมีค่าใช้จ่ายรายเดือนอยู่ จึงควรจัดระเบียบการใช้จ่ายให้ดี แบ่งย่อยรายจ่ายที่จำเป็น และรายจ่ายที่สามารถตัดหรือลดทอนออกไปได้ เพื่อคุมการใช้จ่ายเงินให้ดีและเป็นระเบียบมากขึ้น การจัดระเบียบค่าใช้จ่ายรายเดือนที่มีอยู่ ดูว่าแต่ละวันใช้จ่ายเท่าไร คิดรวมต่อเดือนแล้วเป็นยังไง ยังมีค่าใช้จ่ายอะไรที่งดเว้นได้อีก จุดนี้ถ้ามีค่าใช้จ่ายอะไรที่ตัดได้ ตัดออกไปให้หมดก่อน ไว้ถ้ามีรายได้ที่ดีขึ้น ค่อยให้รางวัลกับตัวเองทีหลัง

เทียบค่าใช้จ่ายกับจำนวนเงินที่มีอยู่

พอจัดระเบียบการเงินได้แล้ว เราจะรู้ว่าเงินที่เรามีเหลืออยู่ทั้งหมดนี้ จะมีพอใช้เป็นค่าใช้จ่ายออกไปอีกกี่เดือน ในช่วงที่ว่างงาน จะได้วางแผนการใช้จ่ายให้มีสภาพคล่องขึ้น นอกจากนี้ เราควรมีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ด้วย จริง ๆ แล้วการเก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเป็นสิ่งควรทำเป็นอับดับแรก ๆ เมื่อได้รับเงินเดือน เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันพรุ่งนี้ ถ้าเราสร้างนิสัยในการออมเงินสำรองเอาไว้อย่างน้อย 6 เดือน ของค่าใช้จ่ายของแต่ละเดือนจะช่วยเราได้มากในช่วงที่ตกงาน

ตรวจสอบภาระหนี้สินของตนเอง

เพราะเรื่องเงินไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก เมื่อคุณตกงานรายได้ก็จะหายไปกะทันหัน พอไม่มีรายได้ก็ไม่มีเงินกินใช้และจ่ายหนี้ และบอกเลยว่าภาระหนี้สินที่ต้องแบกเนี่ยคือเรื่องใหญ่กว่าการอดทนอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ เสียอีก เพราะหากผิดนัดการจ่ายเพียงครั้งเดียว ดอกเบี้ยก็จะยังคงวิ่งทบไปเรื่อย ๆ กลายเป็นหนี้เน่า เสียเครดิตความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ สุดท้ายคุณจะแบกหนี้ไว้จนหลังแอ่น และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย ดังนั้น อย่าให้การตกงานชั่วครั้งชั่วคราวทำทุกอย่างพัง ให้รีบทำบัญชีรวบรวมหนี้ของตนเองให้ดี แล้วเดินหน้าเข้าไปขอเจรจาหนี้ซะตั้งแต่เนิ่น ๆ รีบเปิดก่อนภาษีจะดีกว่า แสดงเจตนาไปเลยว่าคุณไม่หนีหนี้แน่ ๆ แค่ขอเจรจาลดภาระในช่วงที่ยังไม่มีรายได้ก็เท่านั้น

ติดต่อบัตรเครดิตเพื่อประนอมหนี้

กรณีเป็นหนี้บัตรเครดิตค่อนข้างสูง แล้วคำนวณดูแล้วว่า ถ้าเอาเงินที่มีอยู่ไปโปะออก จะไม่คุ้มและทำให้กระเทือนกับรายจ่ายที่ควรเก็บไว้เพื่อสำรองจ่าย แต่เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนและรักษาเครดิตของตัวเองเอาไว้ ให้แจ้งธนาคารหรือบัตรเครดิตไปตามตรงถึงปัญหาและสภาวะการเงินของเรา จากนั้นแสดงความจำนงขอจ่ายเพียงดอกเบี้ยไปก่อน

วางแผนเรื่องการใช้จ่ายเงิน

ตอนนี้คุณก็รู้แล้วว่าคุณมีเงินอยู่ในมือเท่าไรและมีภาระหนี้ที่ยังต้องจ่าย (แต่เบาลง) อยู่อีกเท่าไร เพื่อที่จะได้นำมาคำนวณว่าจะอยู่อย่างไรให้รอดจนกว่าจะมีงานใหม่ทำ ถ้าปกติคุณเป็นคนมือเติบ เพราะหาเงินเก่ง เลยมีเงินใช้ไม่ขาดมือ เวลานี้คุณจะฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายแบบไม่ยั้งคิดเหมือนตอนที่มีงานทำมีรายได้สม่ำเสมอไม่ได้แล้ว เงินมีจำกัดและคุณยังไม่สามารถหามาเพิ่มได้ในเวลานี้ ต้องประหยัดไว้เพื่อสิ่งที่สำคัญกว่า เช่น ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จ่ายหนี้ หรือแม้กระทั่งค่ารถค่าเดินทางไปสัมภาษณ์งานใหม่ นาทีนี้คุณจึงต้องตัดทุกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป รอให้กลับมาหาเงินได้ก่อน ค่อยหามากใช้มากเหมือนเดิมก็ยังไม่สาย แต่ทีนี้คุณน่าจะรู้แล้วว่าเงินออมสำคัญแค่ไหนในช่วงนี้

วางแผนหางานใหม่ให้เร็วที่สุด หรือหางานพิเศษสร้างรายได้

ไม่ว่าจะเงินชดเชยหรือเงินสำรอง มันเป็นเงินเล็กน้อยเท่านั้น ว่ากันตามตรงคือก็แค่พอประทังชีวิตรอดจนกว่าจะมีงานใหม่ทำ ฉะนั้น การประหยัดและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นไม่ใช่หนทางที่จะทำให้คุณอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง เงินนับวันมีแต่จะหมดไป คุณจึงต้องพึ่งตัวเองด้วยการหารายได้ใหม่ให้เร็วที่สุด หรือลองเอาเวลาว่างเหล่านั้นมาสร้างรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น งานเขียน งานสอนพิเศษ หรืองานพาร์ตไทม์ แม้ได้เงินไม่มาก แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉย ๆ แบบไม่มีรายได้เข้ามาเลย และยังช่วยให้ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านได้ เพราะอาชีพเสริมรายได้ทุกวันนี้ ถ้าทำแล้วต่อยอดไปได้ดี การตกงานกะทันหัน อาจเป็นเรื่องพลิกชีวิตที่ทำให้คุณได้พบทางออกที่ใช่ และไม่ต้องกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกเลยก็ได้

อนาคตไม่แน่นอนเซฟตัวเองไว้ดีที่สุด

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่เรากำหนด หรือควบคุมให้เป็นไปตามความต้องการของเราไม่ได้ “การเซฟตัวเอง” เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในอนาคตทั้งในเรื่องสุขภาพ และการเงิน ควรมีการวางแผนทางการเงินเอาไว้ เริ่มตั้งแต่กันเงินส่วนหนึ่งเอาไว้เผื่อฉุกเฉินทุกเดือน และเก็บเงินส่วนหนึ่งเอาไว้สำหรับการลงทุน และทำประกันชีวิตเผื่อเอาไว้ถ้าใครทำได้แบบนี้ไม่ว่าจะตกงานหรือว่างงานคุณก็ยังอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวล!

อย่าลืมดูแลสุขภาพจิตตนเอง

เมื่อคนเราต้องรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นอกจากสติที่พร้อมจะเตลิดหายไปทุกเมื่อแล้ว มันยังมีเรื่องอารมณ์และสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวด้วย หากคุณตกงานโดยไม่ทันตั้งตัว ความเครียดและความกดดันจะถาโถมเข้าใส่อย่างหนักหน่วง จะเอาเงินไหนจ่ายหนี้ จะเอาเงินไหนกินอยู่ จะต้องเป็นคนว่างงานไปอีกนานแค่ไหน จะได้งานใหม่เมื่อไร ที่ใหม่เงินจะพอใช้ไหม เมื่อความคิดเหล่านี้เข้ามาวนเวียนในหัวจนคุณคิดไม่ตก มันก็อาจทำให้สุขภาพจิตคุณดิ่งลงเหว จนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย เพราะฉะนั้น ต้องตั้งสติดี ๆ ถึงชีวิตจะตกงานแต่คุณยังต้องไปต่อ ดูแลสุขภาพจิตตัวเองดี ๆ พยายามทำใจสบาย ๆ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ให้ไปพบจิตแพทย์