อย่าปล่อยให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่น่าจะเป็นข่าวที่คนในสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในรัฐบาลควรจะให้ความสนใจให้มาก…มากกว่าการไปทาสีสะพาน หรือเดินสายโปรโมตซอฟต์พาวเวอร์ (ที่ยังมองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้…ฮา) กับรายงานข่าวที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เด็กออกกลางคัน หรือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันประมาณ 1,025,514 คน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาจะมีเด็กออกกลางคันปีละกว่า 5 แสนคน ตัวเลขที่เห็นนั้นเรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว

ถ้าคุณยังคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ลองคิดต่อไปอีกหน่อยก็ได้ อีกประมาณ 5-10 ปีต่อจากนี้ เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาในเวลานี้ที่มีตัวเลขกว่าหนึ่งล้านคน นั่นหมายความว่าพวกเขามีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้น้อยมาก เมื่อไม่มีวุฒิการศึกษาหรือมีพื้นฐานการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ นั่นเท่ากับว่าคนจำนวนหนึ่งล้านกว่าคนจะกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ส่วนหนึ่งอาจเป็นคุณแม่วัยใส และอีกหลายคนอาจถูกดึงให้เข้าสู่วงจรธุรกิจสีดำได้ง่าย และลองคิดต่อไปอีกนิด ถ้าคนเหล่านี้มีลูก นั่นหมายความว่าสังคมจะเต็มไปด้วยประชากรที่มีคุณภาพแบบไหน

ทีนี้น่าสนใจไปกว่านั้นคือ จำนวนเด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคันกว่าหนึ่งล้านคนนั้น มาไล่หลังรายงานที่ว่า ประชากรเกิดใหม่ของประเทศไทยนั้นลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องเดียวกัน แต่ทำให้พอจะคาดการณ์ สภาพสังคม และคุณภาพประชากรของประเทศในอีกประมาณ 5-10 ปีข้างหน้าได้ไม่ยาก

เว็บไซต์ของ Theirworld.org อันเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และรณรงค์เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กด้วยการศึกษา ได้ระบุถึงปัจจัยที่ทำให้เด็กออกจากระบบการศึกษาเอาไว้ 20 ข้อ อันประกอบไปด้วย

ภาวะสงคราม, การใช้แรงงานเด็ก, ปัญหาเด็กผู้หญิงถูกจับแต่งงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15 ปี, สภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดความแปรปรวนทางอากาศส่งผลให้เกิดพิบัติภัย, ความเชื่อทางศาสนาที่เด็กผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ, ปัญหาเด็กพิการ, ปัญหาเงินทุนสนับสนุนการศึกษาจากภาครัฐ, เพศสภาพโดยเฉพาะเพศหญิง, ความยากจน, ความหิวโหย, การเดินทางไปโรงเรียน, ปัญหาขาดบุคลากรทางการศึกษา, ชนกลุ่มน้อยที่ไม่รู้ภาษากลางที่ใช้, ภัยธรรมชาติที่ทำลายโรงเรียน, เด็กผู้หญิงในวัยเริ่มมีประจำเดือน ยากจนไม่มีเงินเพียงพอในการหาซื้อผ้าอนามัย, ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยเรียน, ปัญหาเด็กผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร, ปัญหาผู้อพยพ, ปัญหาสุขอนามัยในโรงเรียน และ ปัญหาการใช้ความรุนแรง

ปัญหาทั้ง 20 ข้อนั้นไม่ใช่ทั้งหมดของปัจจัยที่ทำให้เด็กออกจากระบบการศึกษา หากเป็นปัจจัยที่ดูจะครอบคลุมเด็กในจำนวนหนึ่งล้านกว่าคนที่ออกจากระบบการศึกษาของไทยไปได้เช่นกัน

ทำไม เด็กไม่ว่าจะที่ไหนบนโลกใบนี้ไม่ควรออกจากโรงเรียนและระบบการศึกษา เพราะอย่างน้อยการศึกษาทำให้เด็กรู้จักสิ่งที่สำคัญมากในการดำเนินชีวิตที่เรียกว่า “ความรับผิดชอบ” ขณะเดียวกัน การศึกษายังสอนให้เด็กที่รู้จักโลกในชีวิตมาน้อยมากรู้จักที่จะคิดวิเคราะห์ได้ เหนืออื่นใด การศึกษาคือใบเบิกทางที่สำคัญที่สุดในการไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ผู้เขียนมีเรื่องของเด็กออกจากระบบการศึกษามาเล่าให้ฟังเป็นกรณีศึกษา จะได้เห็นกันว่าแท้จริงแล้วสังคมปัจจุบันนั้น ทำไมถึงเอื้อให้เด็กเดินออกจากโรงเรียนกันนัก

ผู้เขียนเคยนั่งคุยกับเด็กหญิงวัย 14 ปีที่ออกจากระบบการศึกษา โดยบอกกับทางบ้านว่าจะมาเรียน กศน. (การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) พื้นฐานครอบครัวของเด็กหญิงรายดังกล่าวไม่ได้มีปัญหาเรื่องความยากจน แต่เพราะพ่อแม่ที่เลิกรากันไป ทำให้ไม่มีฝ่ายใดรับผิดชอบเธออย่างเต็มที่ การตัดสินใจเรียน กศน. เป็นคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่มีอายุยังไม่ถึง 17 ปี ด้วยความหวังที่ว่าจะออกมาทำงานและเรียนไปด้วย…

หากชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เด็กหญิงไม่สามารถทำงานได้เพราะอายุยังไม่ถึง 18 ปี การเรียนในหลักสูตร กศน. ไม่สามารถติดตามผลได้ สุดท้ายเด็กหญิงหายไปกับเพื่อนชาย ที่มักจะขี่มอเตอร์ไซค์มารับอยู่เป็นประจำ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา และเชื่อว่าเรื่องราวที่คล้ายกันนี้น่าจะเกิดขึ้นในอีกหลายมุมของประเทศ ความผิดไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจของเด็กค่ะ แต่ความผิดอยู่ที่ผู้ปกครองที่ขาดความรับผิดชอบในฐานะพ่อแม่ และไม่สามารถใช้ข้ออ้างว่าเด็กดื้อหรือเด็กไม่ฟังในคำสั่ง แล้วบอกว่าการปล่อยให้เด็กเดินออกจากโรงเรียนนั้น เพราะไม่อยากจะยุ่งกับลูกที่มีปัญหาแล้ว เพราะนั่นเท่ากับคนที่ทำหน้าที่พ่อแม่กำลังโยนพวกเขาลงมาจากตึกสูง ในวัยที่เด็กเหล่านี้ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอต่อการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

คำว่ามีลูกเมื่อพร้อม ไม่ได้หมายถึงความพร้อมในเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพร้อมทั้งสติปัญญาและวุฒิภาวะทางอารมณ์ประกอบกัน หากยังคิดด้วยตรรกะที่ว่า “เลี้ยงกันไปตามมีตามเกิด” ปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษาคงเพิ่มเป็นเท่าตัวในทุกปีค่ะ ถึงเวลานั้นคงได้เห็นเรื่องไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติตามโซเชียลมีเดียกันเป็นแน่ค่ะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า