หลังโควิด-19 หนี้ครัวเรือนไทยจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ

ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ธุรกิจที่จะแข่งขันชนิดที่เรียกว่า Red Ocean สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ระดับกลางถึงล่างนั้น เห็นจะหนีไม่พ้นธุรกิจเงินด่วน ที่ทุกวันนี้เราจะเห็นทั้งที่เป็นธนาคารลงมาทำตลาดเอง และเจ้าของตลาดเดิมที่ไม่ใช่ธนาคาร แข่งกันลดดอกเบี้ยดุเดือดเพื่อเรียกลูกค้า และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางถึงล่าง ที่ประสบปัญหาความฟืดเคืองจากรายรับที่หายไป หรือรายรับเท่าเดิมแต่ค่าครองชีพสูงขึ้น เหล่านี้ทำให้คนที่ต้องกู้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและไม่สามารถออกจากวงจรหนี้ได้

ในช่วงเวลาที่วิกฤติจากโรคระบาดกำลังจะจางหายไป วิกฤติทางเศรษฐกิจที่กังวลกันถึงเรื่องเงินเฟ้อ น่าจะกำลังเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ในอีกสองปีต่อจากนี้ และด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดสภาวะที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในภาคครัวเรือนที่ทำให้เกิดภาพที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง ระหว่างผู้ที่มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง กับผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีรายได้ในระดับกลางสูง ไปจนถึงกลุ่มคนรวย 

ทั้งนี้มีรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าเศรษฐกิจไทยหดตัวสูงถึงร้อยละ 6.1 ในปี 2563 จากการระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

(1) กลุ่มที่รายได้ลดลงมาก เช่น ลูกจ้างในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว กลุ่มนี้จะขาดรายได้หรือรายได้ลดลงมากจากการเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่น อาจต้องนำเงินออมที่มีอยู่มาใช้จ่าย รวมถึงอาจต้องก่อหนี้เพิ่มในช่วงที่ขาดรายได้

(2) กลุ่มที่รายได้ยังเท่าเดิมหรือลดลงไม่มาก เช่น ข้าราชการ ลูกจ้างของรัฐ และลูกจ้างภาคเอกชนบางส่วน กลุ่มนี้ยังออมเงินในอัตราที่ใกล้เคียงเดิมหรืออาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากมาตรการ lockdown และการ work from home ทำให้สามารถประหยัดการใช้จ่ายต่าง ๆ ได้

(3) กลุ่มที่รายได้เพิ่มขึ้น เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ปรับตัวไปขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มนี้สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส สามารถเพิ่มรายได้และเก็บออมได้มากขึ้น

ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าบางกลุ่มมีฐานะที่ดีขึ้น มีเงินออมมากขึ้น ขณะที่บางกลุ่มมีเงินออมลดลงและมีหนี้สินเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ล่าสุดในไตรมาสที่ 2 ปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 89.3 วิกฤติ

ขณะที่หนี้ครัวเรือนของไทยนั้นมีการประเมินจาก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics ที่ระบุว่านับตั้งแต่เกิดวิกฤติการระบาดของโรคโควิด-19 หนี้ครัวเรือนของไทยมีการปรับตัวสูงมากขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจาก 80% ของจีดีพี ณ สิ้นปี 2562 เป็น 90.5% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 1/2564 และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศระลอก 3 ที่ลุกลามยืดเยื้อมาจนถึงครึ่งหลังของปี 2564 คาดการณ์ว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอาจเพิ่มขึ้นไปถึง 93.0% ณ สิ้นปี 2564

โดยปริมาณหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพี ที่เร่งขึ้นเร็วในช่วงวิกฤตินี้เกิดจาก

– ความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากขาดหรือมีสภาพคล่องในครัวเรือนไม่เพียงพอกับรายจ่าย หลังจากที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติในช่วงล็อกดาวน์ การถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง รวมถึงการถูกเลิกจ้าง 

– รายได้ที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นเร็ว สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนไทย ณ ต้นปี 2564 ที่ขยายตัว 4.6% จากระยะเดียวกันกับปี 2563 ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา

จากบทวิเคราะห์ทั้งสองเห็นจะมีสิ่งที่สอดคล้องกันสองจุดคือ ความสามารถในการหารายได้ต่อครัวเรือนสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อยลดลง เพราะส่วนใหญ่ทำงานในภาคบริการ และบางครอบครัวทำงานได้รับค่าแรงรายวัน ทั้งหมดนี้ทำให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยต้องอาศัยความช่วยเหลือจากรัฐ และกู้เงินเพื่อนำมาใช้จ่าย ในขณะที่คนชั้นกลางที่มีรายได้สูง ยังมีกำลังในการซื้อบ้าน และถึงแม้จะถูกจัดเป็นหนี้ครัวเรือนก็เป็นหนี้ครัวเรือนชั้นดี 

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมจะยิ่งกว้างมากขึ้น เพราะคนที่มีรายได้น้อย จะกลายเป็นคนที่ไม่มีรายได้เลย และอาจต้องเปลี่ยนสายงานเพราะผลระทบจากโควิด ขณะที่คนที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง และไม่ได้รับผลกระทบจากการลดเงินเดือนหรือปลดคน ก็จะมีกำลังในการซื้อเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ต้องเจอกับสินค้าที่ขึ้นราคาจากเงินเฟ้อ หากแต่พวกเขาก็ยังอยู่ได้ ในขณะที่ครอบครัวมีรายได้น้อยไม่สามารถอยู่ได้กับสินค้าหรือบริการที่มีการขึ้นราคา และต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐ

หากยังปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ต่อไป ก็จะทำให้ช่องว่างยิ่งกว้างขึ้นและทำให้คนที่มีรายได้น้อยอยู่ได้ลำบากมากขึ้น ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากนายจ้างเพื่อให้ลูกจ้างอยู่ได้ แต่การขึ้นค่าแรงก็จะกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ ยิ่งทำให้สถานการณ์เงินเฟ้อแย่ลงไปอีก

ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรจะทำมากที่สุดในเวลานี้คือ การลดช่องว่างของความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในครัวเรือน ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ที่ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อให้คนที่ถูกให้ออกจากงานและยังมีความสามารถได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมไปถึงการผ่อนปรนมาตรการชำระเงินกู้ เพื่อให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยได้มีโอกาสหายใจมากกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะช่วยให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยจำนวนมาก สามารถยืนอยู่ได้ในโลกหลังจากพิษของโควิด-19

ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก ศูนย์ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย