สร้างเมืองไร้เสียงให้มีสีสัน “ล่ามภาษามือ” อาชีพเพิ่มความเท่าเทียม

หากเราเป็นคน “หูดี” ที่สามารถสื่อสารได้อย่างปกติ เราอาจไม่ให้ความสำคัญกับช่องทางการสื่อสารช่องเล็ก ๆ ที่อยู่มุมด้านล่างจอโทรทัศน์ที่มีคนทำมือออกท่าทางอยู่ แต่หน้าที่ของพวกเขากลับมีความสำคัญอย่างมากกับผู้พิการทางการได้ยิน “หลิว” วรลักขณา ขวัญสู่ หนึ่งในล่ามภาษามือที่ได้รับการันตีความรู้ความสามารถด้วย บปริญญา จากหลักสูตรล่ามภาษามือ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์กับคนต้นคิดว่า “ล่ามภาษามือ เป็นอาชีพที่หลายคนมองข้าม แต่กลับสร้างประสบการณ์ชีวิตที่คุ้มค่ามาก ๆ”

ภาษามือ (Sign language) เป็นอวัจนภาษาอย่างหนึ่ง ที่ประกอบด้วยการสื่อสารด้วยมือแทนการใช้เสียงพูด เป็นบทความสำคัญในการสื่อสารให้กับเมืองที่ไร้เสียงของผู้พิการทางการได้ยิน “หลิว” วรลักขณา ขวัญสู่ ล่ามภาษามือใบปริญญาจากหลักสูตรล่ามภาษามือของมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ที่ละทิ้งการเรียนในสายวิทย์-คณิต จากเด็กห้องคิง ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยกับการเริ่มต้นใหม่ในศาสตร์วิชาล่ามภาษามือ อะไรเป็นแรงบรรดาลใจให้เธอตัดสินใจเรียนด้านนี้ และบทบาทของการเป็นล่ามมีความท้าทายอย่างไร ติดตามบทสัมภาษณ์นี้กันเลยค่ะ

คิดว่าการเป็นล่ามภาษามือมีความสำคัญอย่างไร

มีความสำคัญมากค่ะเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่มีความสุข พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวการของล่ามภาษามือกับความเสียสละครั้งนี้ เธอเล่าว่าในขณะที่คนหูดีหลาย ๆ คนได้ฟังเสียงดนตรี ได้ดูละครโทรทัศน์ ได้ดูสิ่งต่าง ๆ ที่อยากดูอย่างมีความสุข แต่ยังมีคนอีกราว 3 แสนกว่าคนในประเทศนี้ที่ไม่ได้รับความสุขเหมือนเรา

พวกเขาต้องการความเท่าเทียมต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก เรื่องง่าย ๆ ที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองแต่พวกเขาไม่สามารถทำได้ เช่น การไปพบแพทย์ การสมัครงาน หรือแม้แต่ในเรื่องของการพูดคุยกับทนาย สังคมต้องได้รับความเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม เพราะ “ผู้พิการทางการได้ยิน” เขาแค่ไม่ได้ยินในสิ่งที่เราสื่อสารแต่เขาสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนเราหรือมากกว่าเรา

อะไรคือแรงบันดาลใจให้เลือกเรียนหลักสูตรล่ามภาษามือ

ต้นหลิวเป็นเด็กสายวิทย์-คณิตที่เรียนดี เป็นเด็กห้องคิงมาตลอด เมื่อจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว เธอกลับไม่ได้ลังเลในการตัดสินใจเลือกหลักสูตรล่ามภาษามือไว้ในอันดับที่สอง และเธอก็สามารถสอบเข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยมหิดลได้สำเร็จ ท่ามกลางการสนับสนุนจากครอบครัวเป็นทุนแห่งความสำเร็จ

แม้ว่าการเรียนรู้ในศาสตร์ของภาษามือนั้นจะเป็นเรื่องที่ท้าทาย ที่เธอต้องละทิ้งความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่ก็ตาม ทั้งยาก และท้าทายเหมือนเป็นการ Challenge กับตัวเอง และเธอก็มีความสุขกับสิ่งที่เธอได้เลือก “เพราะหน้าที่ของการเป็นล่ามภาษามือทำหน้าที่เหมือนเป็นสะพานให้คนสองฝั่งข้ามหากัน”

เรียนจบมาแล้ว…ได้ทำงานเกี่ยวกับล่ามภาษามือหรือไม่

เมื่อจบการศึกษาได้ต้นหลิวได้เข้ามาทำงานเป็นล่ามภาษามือภายใต้สังกัดของสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ได้ช่วยงานของสมาคมมากมาย ทำให้ได้เรียนรู้มุมมองอีกมุมหนึ่งของคนหูหนวก ทั้งการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยือนชุมชนคนหูหนวกในพื้นที่ห่างไกล การได้รับรู้ความต้องการจากคนหูหนวก การส่งต่อความต้องการนั้นออกไปได้ รวมไปถึงการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ จากคนหูหนวกด้วยเช่นกัน และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำหน้าที่นี้ และทำให้มีความคิดว่า “คิดไม่ผิดที่ตัดสินใจเรียนด้านนี้จริง ๆ”

จุดพลิกผันที่นำเข้ามาสู่การแปล “เรื่องการเมืองในรัฐสภา” มีความเป็นมาอย่างไร

การเป็นล่ามภาษามือใน “เรื่องการเมืองในรัฐสภา” ที่ส่งต่อทุกข้อความการสื่อสารไปยังคนหูหนวกทั้งประเทศ สิ่งหนึ่งคือหน้าที่ แต่ลึกในใจมันเป็นความภูมิใจอย่างมาก เพราะเราได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ อีกแล้ว และคำศัพท์ทางการเมืองบอกเลยว่าเป็นอะไรที่กดดันมาก ๆ เราต้องทำความเข้าใจในการฟัง คิดเพื่อแปลให้เป็นภาษากลาง และสื่อสารผ่านภาษามือ

ในช่วงแรกยอมรับว่ามีความเครียดมาก กลัวสื่อสารออกมาไม่ดี คนดูจะเกิดความไม่เข้าใจในสิ่งที่เราสื่อสารไปหรือไม่ ทำงานในช่วงแรกก็ยอมรับว่าเอางานกลับบ้านเหมือนกัน เอาความรู้สึกจากการทำงานกลับไปด้วย และสะท้อนมายังร่างกายในทันที ซึ่งบอกได้ว่าเรายังจัดการไม่ดีพอ แต่พอระยะเวลาผ่านไปเราเริ่มมีการติดตามข่าวการเมืองมากขึ้น ติดตามประเด็นต่าง ๆ ได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้น บวกกับความใส่ใจของตัวเองในการทำการบ้านมากขึ้น เรื่องการเมืองในรัฐสภาก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากสำหรับเราอีกต่อไป

อุปสรรคของการเป็นล่ามภาษามือที่เจอมีอะไรบ้าง แก้ปัญหาอย่างไร

การเป็นล่ามภาษามือ สิ่งที่นับว่าเป็นอุปสรรคของการเป็นล่ามที่สุดคือ “ความรู้สึก” ไม่ว่าเราจะแปลงานอะไรก็ตามจะต้องไม่เอาใจไปผูกด้วยอย่างเด็ดขาด งานจบก็คือจบ เรารับสารมาก็แสดงสารนั้นออกไปอย่างทันที เพราะงานแปลภาษามือเราจะมาคิดถึงความรู้สึกในเนื้อหาไม่ได้ หรือคิดตามว่าสิ่งนั้นน่าจะดีกว่าหรือไม่ดีไม่ได้ เรื่องแบบนี้เราทำไม่ได้เด็ดขาด เพราการเผลอใส่ความรู้สึกเข้าไป แล้วเราแปลออกมาเป็นข้อความไปยังผู้รับสาร ข้อความที่ถูกส่งออกไป เป็นเรื่องไม่ถูกต้องกับจรรยาบรรณของล่ามภาษามือ

เช่นเดียวกับการเป็นผู้สื่อข่าวที่มีหน้าที่รายงานข่าวเท่านั้น ห้ามเอาความรู้สึกส่วนตัวใส่ไปด้วยเด็ดขาด

ฝากข้อคิดของการเป็นล่ามนักสื่อสารแห่งโลกเงียบ

ฝากถึงน้อง ๆ ที่อยากเรียนล่ามภาษามือ สามารถเรียนได้เลย เพราะตอนนี้ล่ามภาษามือยังขาดบุคคลกรอีกมาก ยังมีคนหูหนวกอีกมากที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนต้องการความช่วยเหลือ ยังต้องการความเท่าเทียมกันในสังคม และต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอีกหนึ่งมุมมองที่อยากฝากถึงสังคม “คนหูหนวก” ไม่ชอบให้เราเรียกเขาว่า “คนใบ้” เพราะพวกเขาเป็นคนปกติที่สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และสามารถเป็นบุคลากรคุณภาพที่สามารถพัฒนาประเทศนี้ให้ดีขึ้นได้ทัดเทียมกับบุคลคลทั่วไปเช่นเดียวกัน