เด็กเกิดใหม่น้อยไม่ใช่เรื่องตลก ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป?

วันแห่งความรักเพิ่งจะผ่านไป กลิ่นอายของความรักยังไม่ทันจางหายเลยด้วยซ้ำ กลับมีปัญหาใหญ่มาให้ภาครัฐคิดไม่ตก ที่สำคัญเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติเลยด้วย ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรักกัน แต่อยู่ที่รักกันแต่ไม่อยากแต่งงาน รวมถึง “ไม่อยากมีลูก” ต่างหาก ยังไม่นับรวมคนที่มีแนวคิดว่าความรักนั้นถ้ามีก็ดีไม่มีก็ได้ อยากมาก็มาไม่มาก็ไม่เป็นไร ไม่โหยหา ก็ไม่แปลกที่กหนุ่มสาวสมัยใหม่จะครองตัวเป็นโสดกันมากขึ้น

นอกจากนี้ แม้ว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นไปได้ว่าความรักกับเพศสัมพันธ์อาจมาคู่กัน โดยเฉพาะในวันวาเลนไทน์ แต่คนที่มีเพศสัมพันธ์กันก็ไม่ได้แปลว่าอยากจะมีลูกเสมอไป อีกทั้งสังคมยุคใหม่ก็เปิดกว้างเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานมากกว่าแต่ก่อน หนุ่มสาวสามารถมีความสุขกันได้ด้วยการคุมกำเนิด ซึ่งการคุมกำเนิดหรือการอยู่เป็นโสดนี่แหละ ที่นำมาซึ่งปัญหาระดับชาติ (ระดับโลก)

สถานการณ์เด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2553-2562) ลดลงทุกปี หากดูตัวเลขจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (นับตามการแจ้งเกิด) แสดงให้เห็นจำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดลงเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2556 ปัจจุบันยังไม่มีการขยับขึ้นเลย แต่ก็ยังรักษาระดับอยู่ที่ 600,000 คนขึ้นไปต่อปี

จนกระทั่งล่าสุด ช่วงก่อนถึงวันวาเลนไทน์ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดกิจกรรมหาคู่ให้คนไทย โดยในข่าวยังรายงานชัดเจนว่าเชิญชวนคนไทย “ปั๊มลูก” พร้อมกันนั้นได้รายงานว่าในปี 2563 ที่ผ่านมา สถานการณ์เด็กเกิดใหม่ของไทยน่าเป็นห่วงมาก เพราะเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมากและต่อเนื่อง ปี 2563 เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 600,000 คน และยังคาดว่ามีแนวโน้มที่จะลดลงแบบนี้ไปอีกเรื่อย ๆ

สาเหตุที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง

ปัจจัยหลักปัจจัยเดียวที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการจะมีลูก หรือแต่งงานแล้วแต่ยังไม่วางแผนเรื่องมีลูก คือ “ความไม่พร้อม” ตัวเองยังไม่พร้อมจะมีภาระที่ต้องดูแลไปอีกราว ๆ 20 ปี สภาพเศรษฐกิจในครอบครัวก็ไม่พร้อม คู่รักบางคู่ถึงขั้นเอ่ยปากว่า “ตัวเองยังเอาแทบไม่รอด ก็ไม่คิดจะมีลูกหรอก สงสารเด็ก สงสารตัวเองด้วย” เพราะการเลี้ยงลูก 1 คน มีค่าใช้จ่ายที่ต้องคำนวณตั้งแต่ตั้งครรภ์ การคลอดลูก การเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดไปจนกว่าจะเรียนจบการศึกษา ไม่ได้ใช้เงินน้อย ๆ ปัญหาเศรษฐกิจทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูลูก

สภาพสังคม ณ ปัจจุบันนี้ ไม่เอื้อต่อการมีลูกเอาเสียเลย การมีลูกคือเรื่องใหญ่ ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา เพื่อให้เด็กที่เติบโตมา มีคุณภาพมากพอที่จะเป็นอนาคตที่พึ่งได้ของชาติ กังวลเรื่องคนช่วยเลี้ยงลูก กังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน กังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย กังวลเรื่องความยุ่งยากในการจัดสมดุลการเลี้ยงลูกและการทำงาน กังวลเรื่องปัญหาสังคมหากให้ลูกเกิดมา หลายครอบครัวจึงชะลอการมีลูก มีลูกยาก บางครอบครัวมีลูกน้อยลง หรือไม่ต้องการมีลูกเลย เพราะทัศนคติของพวกเขาคือ ไม่จำเป็นต้องมีลูกก็ใช้ชีวิตอย่างน่าพึงพอใจได้

ทั้งการที่ก่อนหน้านี้ ภาครัฐเคยสนับสนุนการคุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แม้ว่าการรณรงค์จะมุ่งเน้นไปที่วัยรุ่น แต่ก็เป็นสิ่งที่คนวัยทำงานให้ความสำคัญเหมือนกัน คนกลุ่มนี้เกิดความตระหนักรู้ในเรื่องการคุมกำเนิดหากยังไม่พร้อมจะมีลูกและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ฉะนั้น อะไรที่ทำให้พวกเขาเสี่ยง พวกเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยง  เทคโนโลยีทางการแพทย์ก็คุมกำเนิดได้ดีมีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังทำให้คนตายช้าลง

และที่เห็น ๆ กัน คือ ค่าครองชีพที่แพงสวนทางกับรายได้ รายจ่ายในชีวิตประจำวันเฉพาะของตัวเองยังอยู่ในภาวะเดือนชนเดือน แล้วถ้าหากมีลูก จะเอาเงินที่ไหนเลี้ยง สู้ไม่มีดีกว่า ไม่เป็นภาระต่อตนเอง และด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้ค่านิยมอยู่เป็นโสดแพร่หลายในสังคมคนรุ่นใหม่ ครองตัวโสดไปยาว ๆ หรือแต่งงานช้า หรือมองว่าการแต่งงานไม่ได้สำคัญกับชีวิต

แม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายเชิญชวนคนไทยมีลูกเพื่อชาติ แต่ปัญหาระดับชาติที่ภาครัฐพูดถึงนั้นมันไกลตัวเกินไป ลำพังตัวเองยังกังวลว่าจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงลูก จะผ่านวันนี้ไปอย่างไร คิดแค่นี้ก็หนักเกินจะคิดไปไกลขนาดปัญหาระดับชาติแล้ว แม้ว่ารัฐจะบอกว่ามีสวัสดิการ มีเงินสนับสนุน สำหรับเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ก็ไม่อาจพูดได้ว่าเงิน 600 บาทต่อเดือนเพียงพอต่อการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพอย่างที่ประเทศชาติต้องการ

การที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงนั้นเป็นปัญหาระดับชาติ แต่ปัญหาใหญ่กว่าคือภาครัฐไม่มีแรงจูงใจ หรือวิธีกระตุ้นให้คนอยากมีลูก ถ้าหากยังไม่คิดกลยุทธ์ใหม่มาแก้ปัญหามากระตุ้นให้คนอยากจะมีลูกล่ะก็ ปัญหาคนหมดประเทศก็น่าจะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อย

ขาดแคลนวัยแรงงาน

จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลง ทำให้ในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะขาดวัยแรงงาน ที่เป็นวัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะแรงงานในปัจจุบันก็จะก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ วัยผู้สูงอายุกันหมด ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพีลดลง รายได้ของรัฐก็อาจลดลงด้วย เนื่องจากคนวัยทำงานที่มีหน้าที่เสียภาษี (ผู้ที่มีรายได้เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐจริง ๆ) อาจมีไม่มากพอ

คนวัยทำงานแบกภาระสัดส่วนผู้สูงอายุที่มากขึ้น

ในเมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่สวนทางกับผู้สูงอายุ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คนวัยทำงาน วัยขับเคลื่อนจีดีพีและเศรษฐกิจ และเสียภาษีมีน้อยกว่าวัยผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุในอนาคต (วัยทำงานในวันนี้) ก็มีแนวโน้มต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ คนทำงานปัจจุบันไม่มีเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณ ลักษณะเป็นพีระมิดหัวกลับ ที่ด้านล่างเล็กกว่าด้านบน

ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติมากขึ้น

สืบเนื่องมาจากประชากรวัยทำงานในประเทศลดลง แต่ประเทศยังต้องพึ่งพาอาศัยให้มีแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศ ฉะนั้น การแก้ปัญหา (เฉพาะหน้า) ประชากรวัยทำงานในประเทศน้อยลงจนไม่เพียงพอ ก็ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติมากขึ้น ซึ่งก็มีทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหานี้อย่างเป็นที่ประจักษ์ชัด

ผลกระทบระบบการศึกษา

การที่ในอนาคตมีเด็กน้อยลง ส่อแววว่าจะมีผลให้สถานศึกษาทยอยปิดตัว หลายหลักสูตรจะถูกยุบ เกิดภาวะวิกฤติอุดมศึกษา ที่ในปัจจุบันเริ่มมีให้เห็นแล้ว ปัญหาต่อมา เมื่อสถานศึกษาทยอยปิด อัตราการจ้างครู อาจารย์ ก็จะลดลง และอาจส่งแรงกระเพื่อมไปไกลกว่านั้น เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับมหาวิทยาลัย อย่างหอพักข้างมหาวิทยาลัย อาจต้องเตรียมตัวปรับตัว

เด็กที่มีด้อยคุณภาพ

ไม่ใช่แค่เด็กเกิดใหม่น้อยลงเท่านั้นที่เป็นปัญหา แต่การที่เด็กเกิดใหม่เป็นเด็กด้อยคุณภาพก็เป็นปัญหาไม่ต่างกัน ต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กที่เกิดมาแบบที่พ่อแม่ไม่พร้อม ไม่ว่าจะด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรือสภาพเศรษฐกิจ จะทำให้เด็กเสี่ยงที่จะด้อยคุณภาพ ทั้งภาวะโภชนาการ สติปัญญา พฤติกรรม หรือแม้แต่เด็กที่เกิดจากแม่ที่มีอายุมาก ก็เสี่ยงที่เด็กจะมีภาวะความผิดปกติทางสมองหรือผิดปกติทางการเรียนรู้เช่นกัน