ถูกหรือแพงต้อง “แดง” ไว้ก่อน ความสำคัญของสีแดงในวัฒนธรรมจีน

ช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เป็นช่วงเทศกาลสำคัญของคนจีน คนไทยเชื้อสายจีน รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลทั่วทุกมุมโลก เนื่องจากชาวจีนนับเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ หรือที่ในปฏิทินบ้านเราใส่เอาไว้ว่าเป็น “วันตรุษจีน” นั่นเอง

เมื่อพูดถึงชาวจีน สิ่งแรก ๆ ที่ปรากฏในมโนภาพคงจะหนีไม่พ้น “สีแดง” ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ตกแต่งสารพัดในวันตรุษจีน อั่งเปาหรือซองกระดาษสีแดง รวมถึงธงชาติของประเทศจีนก็ยังเป็นสีแดง แน่นอนว่าสีแดงจะต้องมีความสำคัญกับวัฒนธรรมจีนมากแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่เห็นสีแดงในแทบทุกเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับชาวจีน

ชาวจีนให้ความสำคัญกับสีแดงอย่างมาก ตามความเชื่อของชาวจีนตามลัทธิเต๋า ย้อนไปประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล ที่มีความคิดว่าธาตุทั้ง 5 คือ น้ำ ดิน ไม้ เหล็ก และไฟ ทั้งหมดถือกำเนิดขึ้นมาจากไฟ จึงมีการบูชาไฟเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง ภายใต้ระบบธาตุทั้ง 5 สีแดงจึงเป็นหนึ่งในสีทฤษฎีธาตุทั้ง 5 ประกอบด้วย

  • ธาตุน้ำ สีดำ สื่อถึงพลังงานที่สงบ
  • ธาตุดิน สีเหลือง สื่อถึงพลังงานที่สมดุล
  • ธาตุไม้ สีเขียว/ฟ้า สื่อถึงพลังงานที่ฟื้นฟู
  • ธาตุโลหะ สีขาว สัตว์ประจำธาตุคือเสือขาว สื่อถึงพลังงานที่ร่วงโรย
  • ธาตุไฟ สีแดง สื่อถือพลังงานที่แผ่ขยาย

ทำให้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการเฉลิมฉลอง ความโชคดี ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ส่วนความเชื่อด้านฮวงจุ้ย สีแดงยังหมายถึง หยาง หรือดวงอาทิตย์ เป็นพลังแห่งบุรุษเพศ ความร้อนแรง ความโชคดี การเคลื่อนไหว ความกระตือรือร้น การเคลื่อนขึ้นสู่ด้านบน การเจริญเติบโต ความเจริญรุ่งเรือง ความเคารพ การป้องกัน รวมถึงการยอมรับนับถือ สีแดงจึงถูกนำมาใช้ในงานที่เป็นมงคล เช่น งานแต่งงาน วันตรุษจีน (ปีใหม่) และโอกาสพิเศษที่เป็นเรื่องราวน่ายินดี

ไม่เพียงเท่านั้น ความนิยมสีแดงในวัฒนธรรมจีนนั้นยังสามารถนับย้อนไปได้ไกลถึงราชวงศ์โจว (Zhou) ราว ๆ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากสีแดงนั้นเป็นสีของไฟ คนโบราณใช้ไฟในการหลอมโลหะ เพื่อสร้างเครื่องมือ เครื่องใช้ อาวุธต่าง ๆ เปลวไฟและสีแดงจึงเปรียบเสมือนพลังงาน จนกลายเป็นสีที่ถูกให้คุณค่าอย่างสูงในสังคมจีนนับแต่ราชวงศ์โจวเป็นต้นมา

แต่หากเรายังจำประวัติศาสตร์จีนกันได้ จะพบว่ามีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์อยู่บ่อยครั้งจากการแย่งอำนาจของอาณาจักรต่าง ๆ ในช่วงที่ราชวงศ์ฉิน (Qin) ขึ้นมามีอำนาจแทนราชวงศ์โจว ได้พยายามสร้างนัยยะทางการเมืองข่มราชวงศ์ฉิน ด้วยการเปลี่ยนชุดราชการต่าง ๆ เป็นสีดำ (สีดำเป็นตัวแทนธาตุน้ำ) เพื่อแสดงนัยยะว่า “น้ำดับไฟ” ความหมายในเชิงสัญลักษณ์ก็เพื่อให้เห็นว่าราชวงศ์ฉินสามารถปราบราชวงศ์โจวอย่างราบคาบ  แต่ความนิยมสีดำนั้นสืบทอดไปจนถึงยุคราชวงศ์ฮั่น หลังจากนั้น ชสีแดงก็ค่อย ๆ กลับมามีบทบาทในสังคมจีนอีกครั้ง เนื่องจากมีการใช้หมวกสีแดงกับขุนนางชั้นสูง

ส่วนการสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงในวันขึ้นปีใหม่นั้น ด้วยชาวจีนเชื่อว่าสีแดงเป็นสีมงคล เชื่อว่าไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ตัวตั้งแต่เริ่มต้นวันแรกของปี และก็ไม่เพียงแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่การประดับประดาบ้านด้วยโคม ประทัด จึงเชื่อว่าเป็นสีที่มีพลังอำนาจในการขับไล่สิ่งอัปมงคล ภูตผีปีศาจทั้งหลายออกไป ดังนั้นบ้านที่ติดสีแดง คนที่สวมชุดแดงหรือเด็กที่พกซองแดง จะมีชีวิตปลอดภัย สงบสุข

ในขณะเดียวกัน ในช่วงนี้ก็ห้ามสวมใส่เสื้อผ้าสีดำหรือขาวอย่างเด็ดขาด เนื่องจากสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ ไม่เป็นมงคลในการเริ่มต้นปีที่กำลังจะมาถึง

แม้ว่าชาวจีนจะสวมใส่เสื้อผ้าแดงแทบทุกสถานการณ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแดงได้แบบไม่ดูกาลเทศะ ใช้พร่ำเพรื่อในทุกเทศกาลหรือทุกโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สีแดงในงานอวมงคลอย่างงานศพจะถูกห้ามอย่างเด็ดขาด ด้วยความเชื่อที่มองว่าสีแดงเป็นสีมงคล ไว้ใช้เฉพาะในงานเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน วันปีใหม่ หรืองานมงคลพิเศษ ๆ ไม่สมควรจะใส่ในงานอวมงคล แต่ปัจจุบันคนทั่วไปนิยมสวมใส่ชุดสีแดงกันเป็นเรื่องปกติ (แต่ก็ยังห้ามในงานอวมงคลอยู่ดี) เพื่อความเป็นสิริมงคล ร่ำรวยเงินทอง โชคดีมีความสุข ตามความเชื่อ

จึงกล่าวได้ว่าสีแดงนั้นไม่สามารถแยกออกกับการแสดงถึงอำนาจในจีนยุคโบราณ ทำให้การให้ความหมายกับสีแดงก็ถูกผนวกให้เข้ากับวัฒนธรรมจีนอย่างเหนียวแน่น เรื่อยมาจนถึงวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยในปัจจุบัน ซึ่งก็ยังมองว่าสีแดงเป็นสีของความสุขและการเฉลิมฉลอง ในวันปีใหม่ ญาติผู้ใหญ่จะให้เงินในซองสีแดงแก่ผู้ที่ยังไม่แต่งงาน หรือผู้ที่ยังอายุไม่ถึง 30 ปี ในภาษาฮกเกี้ยนจะอ่านว่า อั่งเปา แต่ภาษาจีนกลางอ่านว่า หงเปา เขียนด้วยตัวจีนเดียวกันคือ 紅包 ซึ่ง 紅 แปลว่า สีแดง ส่วน 包 แปลว่ากระเป๋า หรือหีบห่อ 

ถึงแม้ความหมายของสีแดงในวัฒนธรรมจีนนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่สีแดงก็ยังเป็นสียอดนิยมของชาวจีนที่สื่อความหมายในด้านบวกเสมอมา ความเชื่อในสีแดงของชาวจีนถูกส่งต่อมารุ่นต่อรุ่นมาจนถึงสมัยปัจจุบัน และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของคนจีน สัญลักษณ์แห่งแสงสว่าง ความนิรันดร์ ความมีชีวิตชีวา ความเจริญรุ่งเรือง ความอบอุ่น และความหวัง

ดังนั้น การใช้สีแดงในวัฒนธรรมจีน จึงเป็นอวัจนภาษาอย่างหนึ่งที่สื่อถึงความหมายตามความเชื่อของชาวจีน หรือผู้ที่มีเชื้อสายจีน เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ด้วยสีแดงถูกผูกโยงในบริบทของความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และการเมืองตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน จะถูกจะแพงต้อง “แดง” ไว้ก่อน

ข้อมูลจาก CHINASAGE, China Highlights