สื่อไทยกับทฤษฎีแก้วแชมเปญ ของดร.นิพนธ์ นาคสมภพ


สื่อไทยกับทฤษฎีแก้วแชมเปญ ของดร.นิพนธ์ นาคสมภพ

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สัมผัสแรงลมตะวันออกกันบ้างไหมคะ เป็นลมร้อนที่พัดแรงจนเส้นผมเรากระจาย ทางหนึ่งเหมือนจะเตือนให้เรารู้ว่าฤดูร้อนของปีนี้เร่ิมต้นขึ้นแล้ว และเริ่มเร็วกว่าเดิม ขณะที่อีกทางหนึ่งเป็นการเตือนคนทำงานทั้งหลายว่าไตรมาสแรกของปีกำลังจะหมดลงพร้อมกับสถานการณ์ของวงการสื่อไทยที่เต็มไปด้วยกระแสของความเปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางการถือกำเนิดของผู้ผลิตคอนเทนต์ หรือ เนื้อหา หน้าใหม่ๆ ผู้เขียนที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่คอมพิวเตอร์ที่ใช้คือ “แมคคลาสสิค” ยืนมองความพยายามในการช่วงชิงพื้นที่เนื้อหาด้วยความฉงน และพยายามจะหาคำตอบว่า การนำเสนอเนื้อหาแบบฉาบฉวย อ่านไปแล้วยังไม่รู้ว่าต้องการสื่อสารอะไรจะทำให้สื่อยุคใหม่ถูกพัดไปในทิศทางใด

จนกระทั่งลมตะวันออกได้เหวี่ยงให้ผู้เขียนหวนกลับไปพบกับ ผู้ใหญ่ที่เคารพในฐานะอาจารย์ อย่าง“ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ” อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวไทย ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งประเทศไทย อันที่จริงแล้ว อาจารย์นิพนธ์ มีตำแหน่งรั้งท้ายยาวกว่านี้มาก แต่ขออนุญาตละไว้ในฐานที่คุณผู้อ่านควรจะหาข้อมูลเองกันบ้าง

อาจารย์นิพนธ์ ถูกผู้เขียนยกให้เป็น คุณครูประจำวิชารายการโทรทัศน์ของผู้เขียนนับตั้งแต่ครั้งที่ได้มีโอกาส ข้ามฟากจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ไปทำรายการที่เอเอสทีวี

มีอยู่ครั้งหนึ่งอาจารย์พูดถึงรายการแล้วถามว่า “พิธีกรร่วมคุณเป็นอะไรทำไมใส่แว่นกันแดด” ผู้เขียนตอบอาจารย์ไปว่า “น้องมันขอใส่ค่ะอาจารย์” ซึ่งสิ่งที่อาจารย์นิพนธ์ตอบกลับมาทำให้ผู้เขียนจำจนขึ้นใจ “ใส่แว่นกันแดดจัดรายการ อายคอนแทค (การสื่อสารทางสายตา) ของพิธีกรกับคนดูจะไม่มี แล้วจะสื่อสารกันอย่างไร ยังเรื่องภาพสะท้อนในแว่นอีก ระวังหน่อยนะแม้มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เป็นสิ่งที่คุณต้องใส่ใจ” นั่นคือหนึ่งในอีกหลายบทเรียนที่อาจารย์นิพนธ์ สอนผู้เขียนผ่านการทำงาน

พอออกจากบ้านพระอาทิตย์ มาล่องเรือที่สร้างขึ้นเองอย่าง “ต้นคิด มีเดีย” ท่ามกลางคลื่นลมในทะเลสื่อ อาจารย์ยังคงรับโทรศัพท์ผู้เขียนและให้คำแนะนำด้วยความเต็มใจมาโดยตลอด จนกระทั่งได้มีโอกาสกลับไปนั่งคุยกับอาจารย์อีกครั้งในวันที่ลมร้อนกำลังมาเยือนกทม.

แน่นอนหัวข้อที่สนทนากันไม่แคล้วเรื่องของ ความเปลี่ยนแปลงของวงการสื่อในปัจจุบัน ที่เริ่มเปลี่ยนพื้นที่มาสู่โลกออนไลน์ซึ่งมาเร็วและแรง ชนิดที่มีผู้ผลิตคอนเทนต์หน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบจะรายวัน แต่อาจารย์กลับบอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มีคนคิดไว้แล้วเมื่อช่วงประมาณปี 1960 ตามแนวคิดที่ว่า “ประชาชนคือสื่อ และ ประชาชนจะเลือกสื่อเอง” ซึ่งอาจารย์ก็หันกลับมาถามกลับผู้เขียนว่า “แล้วปัจจุบันมันใช่ไหมละ”

อาจารย์ยังเสริมต่อว่า “สำหรับสื่อออนไลน์นั้น แม้จะมีอยู่หลายเจ้าแต่คนที่จะได้ส่วนแบ่งจากตลาดคือคนที่ผลิตคอนเทนต์ หรือเนื้อหาเอง และไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาทำตาม เพราะต่อให้มีคนมาเลียนแบบ สุดท้ายแล้วมันจะเหมือนกับปลาในบ่อที่มีมากขึ้นผู้บริโภคก็ต้องเลือกจับเอาตัวที่ดีที่สุด ดังนั้นคุณภาพของคอนเทนต์ หรือ เนื้อหา คือสิ่งสำคัญที่สุด”

แล้วก็ตามสันดานนักข่าวเก่า อดไม่ได้ที่จะถามอาจาย์ต่อถึงสถานการณ์ของทีวีดิจิตอลในปัจจุบัน อาจารย์ยิ้มให้เหมือนรู้ทันก่อนจะบอกว่า “ผมเปรียบเทียบด้วยทฤษฎีแก้วแชมเปญแล้วกัน คุณเคยเห็นแก้วแชมเปญที่เขาเรียงไว้ในงานแต่งงานไหม พอรินแชมเปญลงไปแก้วที่อยู่ด้านบนจะเต็มก่อน แล้วด้านล่างก็จะได้ส่วนที่เหลือบ้างไม่ได้บ้าง นั่นแหละสถานการณ์ของทีวีดิจิตอล ส่วนตัวผมมองว่าจะมีเจ้าที่รอดประมาณ 9-10รายโดยจะเป็นเจ้าเก่าประมาณ 5 รายและเจ้าใหม่ผสมเข้าไป และจะมีม้ามืดมาหนึ่งราย” (ซึ่งอาจารย์ได้บอกชื่อสถานีกับผู้เขียนไว้ แต่ขออนุญาตไม่เผยแพร่)

นับเป็นการพูดคุยอีกครั้งที่อาจารย์ให้ความรู้ลูกศิษย์นอกหลักสูตรคนนี้ เพราะท่ามกลางกระแสของสื่อที่กำลังจะเปลี่ยนจากที่เราคุ้นชิน วูบหนึ่งของลมร้อนในเดือนมีนาคม คือความรู้สึกอุ่นใจที่ได้คำแนะนำจากผู้ใหญ่ที่เรายกมือไหว้อย่างเต็มหัวใจอย่างอาจารย์ และทำให้รู้สึกว่าพื้นที่ของโอกาสยังเปิดเสมอสำหรับคนที่ตั้งใจจะเป็นสื่อจริงๆ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อกอบโกยแล้วสร้างคอนเทนต์ชนิดที่เรียกว่า “เก๋แต่กลวง”…… แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ