วางแผนการเงินรับมือว่างงานจากผลพวง โควิด-19

ฤดูหนาวกำลังจะมาและครั้งนี้จะยาวนานกว่าที่เคยเป็น ขอยกเอาประโยคดังจากซีรี่ย์สุดฮิต Game of Throne มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่กำลังกลายเป็นสงครามที่คนทั้งโลกต้องต่อสู้ และในเมืองไทย ทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ก็ต้องต่อสู้กันอย่างเต็มที่เช่นกัน

หากผลของโรคระบาดในครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่วงการสาธารณสุข หากกระทบในวงกว้างถึงขนาดธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศตัวเลขประมาณการณ์จีดีพีไทยว่าจะติดลบ 5.3 เปอร์เซนต์ ซึ่งหมายความว่า สงครามโควิด– 19 ในครั้งนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก

และนั่นหมายความว่า หลายคนอาจจะต้องพบกับภาวะว่างงานแบบไม่ทันตั้งตัว หรือได้ตั้งตัวกันในเวลาอันสั้น Tonkit360 จึงได้รวบรวมวิธีจัดการทางการเงินส่วนบุคคลให้กับคุณ เพื่อที่จะได้ปรับใช้หากเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

จัดการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกให้หมด

เอาเข้าจริงคุณเองมีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอยู่ไม่น้อย และคุณเองอาจไม่รู้ตัว เริ่มจากสมาชิกดูหนังออนไลน์ สมาชิกฟังเพลงออนไลน์ ค่าโทรศัพท์ที่ใช้แพคเกจราคาแพง ค่าสมาชิกฟิตเนส ค่าทำความสะอาดห้อง บริการเดลิเวอร์รี่ รวมไปถึง ค่ากาแฟ ค่าขนมเวลาเข้าร้านสะดวกซื้อ ซื้อของแบบชอปปิงออนไลน์

เรื่องเหล่านี้ต้องตัดออกไปจากค่าใช้จ่ายของคุณเลยเมื่อต้องตกอยู่ในสถานะว่างงาน แต่การตัดค่าใช้จ่าย ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องอดข้าว อย่างไรเสียต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับอาหารสามมื้อตามปกติของคุณเอาไว้ด้วย

จัดความสำคัญของค่าใช้จ่าย

ถ้าเงินออมของคุณมีไม่มากนัก ขอให้รีบจัดความสำคัญของค่าใช้จ่าย ที่อยู่อาศัย และอาหาร คือความสำคัญ อันดับแรกที่คุณต้องรีบสำรวจตัวเอง ถ้ายังผ่อนบ้านอยู่ ต้องกันเงินไว้สำหรับส่วนนี้ให้ได้อย่างน้อยสามเดือน แต่ถ้าไม่มีเลยจริง ๆ และคุณเป็นลูกหนี้ชั้นดี ทางธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ชั้นดี (ไม่เป็น NPL) เป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือน (สามารถดูรายละเอียดได้ที่ botlc.or.th)

ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทำให้คุณมีเวลาหายใจมากขึ้น และในช่วงเวลาที่กำลังผ่อนผันอยู่นั้น ก็ต้องรีบหางาน หรือ หางานเสริม เพื่อที่จะกลับมายืนได้ด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันควรทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อจะได้ดูว่ามีรูรั่วของเงินที่เสียไปตรงไหนบ้าง อย่างค่าอาหาร คุณสามารถซื้อตามร้านค้าปลีกได้ในราคาที่ถูก การซื้อเดือนละสองครั้งก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นอย่าออกไปซื้ออาหารจนเกินความจำเป็น

พยายามจ่ายหนี้ส่วนบุคคลให้ได้ แม้จะต้องจ่ายเป็นขั้นต่ำ

เป็นหนี้ก็ต้องใช้ ถ้าคุณมีภาระหนี้บัตรเครดิต ในช่วงเวลานี้พยายามจ่ายขั้นต่ำให้ได้ แม้ว่าจะมีคำแนะนำว่า การจ่ายขั้นต่ำนั้นไม่ส่งผลดี แต่ในสภาวะการณ์เช่นนี้การจ่ายขึ้นต่ำก็เพื่อทำให้สถานะลูกหนี้ของคุณไม่มีเบี้ยปรับ หรือการคิดดอกเบี้ยที่ทบเข้ามาอีก

แต่ถ้าคุณไม่สามารถจ่ายได้ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตราการมาแล้ว สำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน โดยลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ จากเดิม 10% เหลือ 5% ในปี 2563-2564 และในปี 2565 ปรับมาอยู่ที่ 8% และปรับขึ้นมาสู่ระดับ 10% ในปี 2566 นอกจากนี้ ลูกหนี้สามารถแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่มีดอกเบี้ยต่ำลงได้ จากเดิมจะเสียเฉลี่ยอยู่ที่ 18% ดังนั้นให้รีบติดต่อธนาคาร ที่เป็นเจ้าหนี้สินเชื่อของคุณโดยด่วนที่สุด

หรือจะรวมหนี้เป็นก้อนเดีย แล้วผ่อนชำระในยอดที่ลดลงจากเดิม รวมไปถึงดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่หลายธนาคารที่ให้บริการ

ลงทะเบียนรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

ถึงเวลานี้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐออกมาหลายมาตรการ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ว่างงานในช่วงเวลานี้ถ้าคุณเป็นลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคม จะได้รับเงินช่วยเหลือร้อยละ 50 จากเงินเดือน (ประกันสังคมคิดเงินเดือนสูงสุดที่  15,000 บาท)

เท่ากับว่าผู้ประกันตนไปขึ้นทะเบียนว่างงานจะได้เงินช่วยเหลือ 7,500 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลาติดต่อกัน เดือนหรือ 180 วัน ถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้ประกันตนให้ลงทะเบียนในเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com (เปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 28 มี.ค.63) จะได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 5,000 บาท และแรงงานทั้งสองประเภทยังกู้เงินโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้อีก 10,000 บาท ที่คิดดอกเบี้ยเพียง 0.10 ต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีความช่วยเหลือจากภาครัฐ ในรูปแบบอื่นอีกสามารถติดตามได้จากสำนักงานประกันสังคม และกระทรวงแรงงาน (mol.go.th)