ถอดกรณีศึกษาการ Lockdown ของชาติอื่น

จากกรณีที่ประเทศอังกฤษมีคำสั่งปิดประเทศ หรือ Lockdown ไปเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) คร่าชีวิตผู้คนไป 335 ราย สื่อดังอย่าง Dailymail จึงออกมาตั้งคำถามว่า การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน นั้นช้าเกินไปหรือไม่ เพราะเมื่อสองสัปดาห์ก่อนตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่แค่หลักสิบเท่านั้น

อีกทั้งเมื่อวันที่ 25 มี.ค ยังมีข่าวตามมาว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงติดเชื้อ COVID-19 ด้วย ซึ่งพระองค์มีพระชนมายุ 71 พรรษา จึงถือว่าเป็นผู้ติดเชื้อที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน

ภาพจาก  dailymail.co.uk

ทั้งนี้ สื่อดังของอังกฤษทำกราฟเปรียบเทียบสถานการณ์ในการ Lockdown ของประเทศต่าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยระบุว่า จีนสั่ง Lockdown มณฑลหูเป่ยที่มีประชากรเกือบ 60 ล้านคน ตั้งแต่เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานยอดผู้เสียชีวิตแค่ 30 ราย และตอนนี้มาตรการดังกล่าวก็เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อไม่มีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จากคนภายในประเทศเป็นวันที่ 5 ติดต่อกันแล้ว

ขณะที่ประเทศอิตาลีซึ่งกำลังรับศึกหนักจาก COVID-19 จนมียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในโลกเกือบ 7,000 ราย และมีผู้ติดเชื้อมากเกือบ 70,000 รายนั้น กว่าจะปิดประเทศก็ปล่อยให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งไปกว่า 800 รายเลยทีเดียว

เมื่อเทียบกับสองประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปอย่างฝรั่งเศสและสเปน พบว่ายังดำเนินการได้รวดเร็วกว่าอังกฤษ โดยมีการประกาศ Lockdown เมื่อมีจำนวนผู้เสียชีวิต 175 ราย และ 200 รายตามลำดับ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ได้เท่าที่ควรจะเป็น

ภาพจาก  dailymail.co.uk 

ต่างจากประเทศในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดอย่างได้ผล จนทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตหยุดที่ 111 ราย และตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เริ่มนิ่ง หลังมีมาตรการตรวจเข้มสำหรับประชากรที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ติดเชื้อ COVID-19 เฉลี่ยวันละ 15,000 คน ซึ่งเกาหลีใต้มีประชากรอยู่ที่ 50 ล้านคน ส่วนอังกฤษซึ่งมีประชากรอยู่ 66 ล้านคน กลับมีศักยภาพในการตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19 เพียง 5,000 รายต่อวัน

อีกทั้งการขนส่งสาธารณะยอดนิยมในเมืองผู้ดีอย่างรถไฟฟ้าใต้ดินที่เรียกกันว่า Tube นั้นก็แออัดยัดเยียดอย่างมาก จนไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดถึงได้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นหลักพัน ทั้งที่มีการรณรงค์เรื่องเว้นระยะห่างระหว่างกัน 2 เมตร

จากกรณีศึกษาดังกล่าวน่าจะทำให้คนไทยเห็นความสำคัญของการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) กันมากขึ้น และหากทุกคนให้ความร่วมมือตามที่ทุกภาคส่วนวิงวอนและร้องขอ ประเทศไทยก็คงจะหยุดอยู่แค่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ต้องไปไกลถึงขั้น Lockdown เหมือนอย่างประเทศอื่น ๆ

ที่มา : dailymail.co.uk