คนไทยพร้อม “ปิดประเทศ” แล้วหรือ?

ภาพจาก freepik.com

เมื่อยอดผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน และไม่มีทีท่าว่าจะลดจำนวนลง จึงมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศ “ปิดประเทศ” เสียที เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และจำกัดวงให้แคบลง

แต่คงต้องถามใจคนไทยด้วยกันก่อนว่าทุกคนพร้อมจะให้ความร่วมมือทำตามคำสั่งของภาครัฐหรือไม่ หากผู้บริหารประเทศตัดสินใจประกาศ Lockdown ขึ้นมาจริง ๆ เพราะแค่ประกาศ “ปิดเมือง” (อย่างไม่เป็นทางการ) ก็เกิดความโกลาหลขึ้นแล้ว!

โดยหลังจากมีคำแถลงของท่านผู้ว่ากทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ภาพเหตุการณ์ที่ผู้คนแห่ไปตุนสินค้ากันแน่นขนัดซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ย้อนกลับมาให้เห็นอีกครั้งราวกับ Déjà vu ไม่ต่างจากเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ก่อน

ที่ต้องถามเช่นนี้ เพราะแค่คำสั่งปิดพื้นที่เสี่ยงที่ออกมาก่อนหน้านี้ ก็ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย แถมยังมีเสียงโอดครวญตามมา จากการที่ต้องงดอีเวนต์หรือปิดสถานประกอบการต่าง ๆ เป็นเวลา 14 วัน จนส่งผลกระทบในเรื่องรายได้

นอกจากนี้ หลายคนยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าการปิดประเทศไม่ได้จำกัดแค่การเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยเท่านั้น แต่คุมเข้มไปจนถึงการเดินทางสัญจรภายในประเทศด้วย หรือถ้าจะพูดให้เห็นภาพมากขึ้น ก็อาจบอกได้ว่าคล้ายคลึงกับ “เคอร์ฟิว” (Curfew) ที่ห้ามผู้คนออกนอกบ้านยามวิกาลหรือชุมนุมกัน ในช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ

แต่ Lockdown มีระดับความเข้มข้นมากกว่า เพราะทุกคนต้องอยู่แต่ในเคหะสถานของตัวเองเท่านั้น ห้ามเดินทางสัญจรโดยไม่มีเหตุจำเป็น และหากจะออกนอกบ้านก็จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลด้วย

แม้แต่ประเทศจีน ซึ่งเป็นต้นทางของการแพร่ระบาด COVID-19 จนมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 80,000 คน ก็ยังมีแค่คำสั่งปิดเมืองอู่ฮั่น และเมืองต่าง ๆ เท่านั้น (ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนม.ค.ที่ผ่านมา) ซึ่งมาตรการเพียงเท่านี้สามารถลดจำนวนผู้ป่วยได้จริง จนทำให้ยอดผู้ติดเชื้อจากคนในประเทศด้วยกันเองลดลงเป็นศูนย์แล้ว หลังมีรายงานว่าประชากรราว 760 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศถูกทางการสั่งให้กักตัวอยู่แต่ในบ้าน

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทยซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่หลักร้อย การปิดประเทศจึงอาจยังไม่จำเป็นในตอนนี้ หากมาตรการต่าง ๆ มีความเข้มงวดและเข้มข้นจริง แต่เหตุผลที่เรียกร้องกันเยอะเรื่องปิดประเทศ น่าจะเป็นเพราะเห็นตรงกันว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

…ในเมื่อรณรงค์ขอความร่วมมือต่าง ๆ แล้ว แต่ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม จึงอยากให้ภาครัฐมี “ยาแรง” ออกมาใช้กันเสียที!