สื่อเสื่อมสังคมทราม

สมัยผมยังเป็นวัยรุ่นมักจะได้ยินผู้ใหญ่บ่นการทำงานของคนบางจำพวกในสังคมว่า “เรื่องเล่นทำจริงจัง ส่วนเรื่องจริงจังทำให้เป็นเล่นเสียหมด”

ไม่นึกเลยว่าถึงวันนี้พฤติกรรมเหล่านั้นยังไม่หมดไป แถมขยายความเพิ่มมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ แนวความคิดแบบเกรียนๆ หยาบคายแบบไม่รู้จักกาลเทศะกลับได้รับอนุญาตให้มีที่ยืนในสังคม เอาแค่ชื่อร้านอาหารสมัยนี้ ตั้งกันแบบไม่มีเซ็นเซอร์หยาบโลน แต่ก็ยังมีสื่อไปแนะนำ มีคนบ้าจี้ตามไปกินให้เป็นความเสื่อมแก่ตัวเอง

ตัวอย่างที่ดีก็มีแต่ไม่ค่อยเรียนรู้กัน ถ้าเป็นแบบโฉ่งฉ่าง ฉาบฉวย ดูง่าย ติดตาติดหูล่ะชอบกันนัก โดยไม่ค่อยสนใจเรื่องของคุณภาพและความถูกต้อง ก็ต้องพิจารณากันไปทั้งระบบ ทั้งคนเลือก คนรับ คนปฏิบัติ คนติดตาม ว่าทำไมมันสับสนกันได้ขนาดนี้

ส่วนโทรทัศน์บ้านเราทุกวันนี้แทนที่จะทำหน้าที่สร้าง “สติ” สร้าง “ปัญญา” ให้สังคม ลงท้ายกลายเป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิง ทั้งนี้ก็เพื่อแข่งกันสร้างเรตติ้งเพื่อแย่งเม็ดเงินโฆษณาที่มีจำกัด จะได้เอาเงินไปจ่ายค่าประมูลช่อง ถ้ามีเหลือก็พอจะเป็นกำไร

ผิดกับประเทศเจริญแล้ว ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเรื่องฟรีทีวี ไปนอนดูโทรทัศน์ญี่ปุ่นมีเพียงไม่กี่ช่อง แต่เต็มไปด้วยสาระคุณภาพ สารคดี กีฬา รวมทั้งช่องทางทำกิน

เมืองไทยประมูลกันไปมากมายหลายช่อง แต่รายการออกมาเหมือนกันหมด ละคร เกมโชว์ ตลก รัฐได้เงินไปมากมายแต่ถ้าสะท้อนมาในมุมของประโยชน์ต่อสาธารณะ และการสร้างสติปัญญาให้กับประชาชนนั้น ถือว่าสอบตกอย่างสิ้นเชิง

ไอ้ช่องที่จะเป็นสาระกับช่องวาไรตี้ก็ปนกันมั่วไปหมด เพราะช่องวาไรตี้ดันเสนอข่าวได้ไม่จำกัด ก็เลยเสนอข่าวแข่งกับช่องข่าวได้ในช่วงเวลาสำคัญ

ปรากฏว่าเรียกคนไปดูข่าวในช่องวาไรตี้กันหมด เพราะนอกจากจะมีหนังมีละครให้ดูด้วย แถมเสนอข่าวในรูปแบบบันเทิงคือ เอาคนมาเล่า อะไรก็ได้ขอให้มันดราม่าเข้าไว้ ใส่สีตีไข่เข้าไป ข่าวคนตาย วัยรุ่นตีกัน คนบนท้องถนนมีเรื่องกัน เรียกว่าดูข่าวยังต้องให้สนุก เร้าใจ ความจริง ความถูกผิด กาละเทสะ เอาไว้ทีหลัง

สุดท้ายช่องข่าวจริงๆ เลยทยอยเจ๊ง

ทำให้สงสัยว่าอยู่เหมือนกันว่า เมืองเรานี้ทำไมอะไรๆ มันกลับกันไปหมด ผู้ใหญ่วางไว้ผิด หรือคนดูชอบแบบนี้จริงๆ หรือทั้งสองเหตุผล

พอเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ที ก็ถามหาจรรยาบรรณกันที อย่างเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นที่โคราช เราได้รู้ว่าการพัฒนาการอยู่ตรงไหนกันแน่ สุดท้ายถ้าสื่อเสื่อม สังคมก็ยิ่งทรามลงไปด้วย