อย่าทำให้ “ดราม่า” กลายเป็นเรื่องปกติ 

ทุกวันนี้คนในสังคมใช้โซเชียลกันอย่างแพร่หลาย แตกต่างกันไปเพียงแค่แพลตฟอร์ม ดังนั้นเรื่องฉาวๆ คาวๆ หรือ แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง บางครั้งเราก็ได้ยินได้เห็นได้รับรู้ ทั้งที่เราไม่ได้อยากจะรับรู้

ไม่นับรวมเรื่องของดาราหรือบุคคลสาธารณะ ที่ปัจจุบันไม่ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าว ออกหนังสือเชิญสื่อให้มาร่วมงานกันแล้ว เพียงแค่โพสต์กันท่าเฟสบุ๊ค หรือ อินสตราแกรม ก็เพียงพอที่จะเคลียร์ข่าวให้กับตนเองได้ หรือแค่ใครเลิกติดตามใคร ก็ยังกลายเป็นข่าวได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในทุกแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดีย เรื่องไหนที่แรง ฉาว และ คาวพอ ก็จะกลายเป็นดราม่า ที่ถูกนำไปบอกต่อ ใส่สีตีข่าว ชนิดที่คนเริ่มต้นก็ไม่สามารถจำเรื่องที่ถูกดัดแปลงไปได้

เมื่อเสพกันทุกวันเสพกันมากๆ เข้ากลายเป็นว่าผู้เสพ หรือ ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ต่างก็มีอารมณ์ร่วม แสดงทัศนคติที่ทำให้เห็นถึงการถูกเลี้ยงดูของแต่ละคน และเหนืออื่นใด กลายเป็นที่มาของวลีของคนยุคนี้ อาทิ “ตบมาตบกลับไม่โกง” หรือ “ด่ามาด่ากลับไม่โกง”

จากดราม่าที่เสพกันไปทุกวัน ก็ได้สร้างปมดราม่าภายในใจผู้เสพให้ขยายใหญ่ขึ้น มีอารมณ์ร่วมมากขึ้น และ ใช้ความรู้สึกแรงๆ เข้าหากัน จนทุกวันนี้ หากมีดราม่าแล้วไม่แรง จะกลายเป็นเรื่องไม่ปกติ

หากมีคลิปถกเถียงกัน แล้วไม่ลงไม้ลงมือ หรือ ไม่ด่าทอกันแรงๆ จะไม่ได้รับการแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก จนทำให้รู้สึกว่าผู้คนต่างต่างถวิลหาความแรง เพื่อระบายความรู้สึกของตนเองกันมากไปหรือเปล่า

หรือแม้กระทั่งในโซเชียลมีเดีย ที่คนมีชื่อเสียง หรือ เหล่า Influencer ที่มีดราม่าเข้ามาในแอคเคาท์ไม่เว้นวัน เพียงเพราะเป็นคน “ฉอด” เก่งและใช้วิธีคิดว่า “ด่ามาด่ากลับไม่โกง” กลับกลายเป็นว่าได้แค่ความสะใจแต่เรื่องไม่จบ

เพราะวิธีการรับมือกับพวกที่ชอบก่อกวน ในโซเชียลมีเดียที่ดีที่สุด คือ “ไม่ตอบโต้” และ จัดการรีพอร์ทแอคเคาท์ หากรู้สึกโกรธ หรือ คิดว่าตนเองต้องอารมณ์เสียแน่ๆ  ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอ่านเข้าไปดู คิดเสียว่า “ขี้มันเป็นขี้อย่างไรก็เหม็น ดอกไม้เป็นดอกไม้อย่างไรก็หอม”

ที่สำคัญควรเปลี่ยนชุดความคิดใหม่ว่า  “คนเราไม่จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นในทุกเรื่อง และไม่จำเป็นต้องบอกโลกในทุกเรื่องที่คิด” บางคนเถียงกลับว่าก็มันเป็นสิทธิที่เราทำได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัว

แต่ในความจริงแล้วต้องรู้ก่อนว่า คุณมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นแต่ความคิดเห็นของคุณไปละเมิดสิทธิ์ใครหรือไม่ และ ต้องท่องจำไว้เสมอว่าพื้นที่ส่วนตัวในโลกออนไลน์ไม่มีอยู่จริง โพสต์ไปแล้วยากที่จะลบออกไปได้

สังคมทุกวันนี้อุดมไปด้วยดราม่า เพราะคนเรารู้สึกว่า ตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งไปแล้ว ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ทุกคนต่างหาแนวร่วมให้กับตนเอง คนที่เห็นต่างจากตนกลายเป็นฝั่งตรงกันข้ามทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง เหรียญไม่ได้มีเพียงด้านเดียว

การมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับทัศนคติส่วนบุคคล สภาพสังคมที่เติบโตมา รวมไปถึงการเลี้ยงดูของครอบครัว ดังนั้นเราจึงไม่มีตัดสินใคร และไม่ควรทำตัวเป็นศุนย์กลางของทุกสิ่ง เพราะมิเช่นนั้นเราก็จะชินกับดราม่า จนทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลังจากนั้นโลกของคุณจะโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ ด้วย วิธีคิดของคุณเอง

ปล่อยวางบ้าง ไม่นำพาตนเองไปอยู่ในดราม่า และ อย่าได้ทำตัวให้คุ้นชินกับเรื่องที่ไม่ปกติของสังคม เพียงแค่นี้โลกที่คุณอยู่ก็น่าจะสวยงามขึ้นกว่าเดิม

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ