แม้มิตรแท้จะหายากหากจงรักษามิตรที่ “ยังมี”

ถ้าเปรียบช่วงเวลาของชีวิต เป็นเวลา “เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น” โดยให้เวลาเช้าเป็นช่วงวัยเด็กที่กำลังเติบโต คุณจะพบว่าชีวิตของเราเต็มไปด้วยการหัดรู้ หัดลอง ทุกสิ่งรอบตัวช่างดูน่าสนใจไปหมด เพื่อนในวัยนี้ก็คบหากันโดยไม่ได้มีข้อแม้ใดๆ แค่สนุกด้วยกันก็พอแล้ว

พอชีวิตเข้าสู่เวลาสาย จากเด็กน้อยเมื่อวาน ถูกเติมความเป็นผู้ใหญ่เข้ามาจากครอบครัว คนรอบข้าง แม้ว่าทุกอย่างจะดูน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าตอนเด็ก อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา แต่การคบหาเพื่อนในวัยนี้ ก็หมายถึงคนที่มีความสนใจคล้ายกัน จริตตรงกัน และ บางคนอาจแคบเข้ามาด้วยการคบหาคนที่อยู่ในสังคมเดียวกันเท่านั้น

เวลาเที่ยง ความเป็นผู้ใหญ่ เริ่มถูกเติมเข้ามาเกินครึ่งหนึ่งของความคิด ความสนใจใคร่รู้เป็นไปเพื่ออนาคต เริ่มรู้จักที่จะเห็นแก่ตัว การคบหาใครใหม่ๆหมายถึงประโยชน์ใหม่ๆที่จะเพิ่มให้แก่ตัวเอง แม้กระทั่งเพื่อนที่เคยรู้จักกันตั้งแต่วัยเด็ก ก็ยังจะเปลี่ยนไป แต่ทุกคนต่างทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง

เวลาบ่ายคือการเดินทางเกือบครึ่งค่อนชีวิตได้เรียนรู้ทั้งสุขและทุกข์ ได้รับประสบการณ์ทั้งดีและร้ายจากคน เริ่มมองเห็นคนที่จะเข้ามาในชีวิตชัดเจนขึ้นว่าเป็นมิตร ศัตรู หรือแค่มาหาผลประโยชน์ วิธีการจัดการกับคน ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป และเป็นช่วงวัยที่ไม่ต้องการมิตรหน้าใหม่ อีกต่อไปแต่เป็นวัยที่พยายามจะรักษามิตรเก่าที่ดี ให้ “ยังมี” อยู่ด้วยกันไปจนถึงเวลาเย็น

เวลาเย็นคือช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มิตรหรือคนข้างกายที่ “ยังมี” คือความสัมพันธ์สุดท้ายที่ต้องดูแลให้ดีที่สุด ส่วนคนที่แค่ผ่านเป็นเพียง “คนรู้จักระหว่างทาง” นั้นก็ปล่อยให้เขาเดินผ่านไป แม้ว่าบางคนจะทิ้งร่องรอย บาดแผลทางความรู้สึกไว้ให้บ้าง แต่ในช่วงเวลานี้ไม่มีใครใคร่จะสนใจ

คนที่ “ยังมี” นั้นเหมือนดังท่อนหนึ่งในเพลงของ “เฉลียง” ที่คุณเกี๊ยง เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ เคยร้องเอาไว้ว่า “หากเธอสมหวังในวันหนึ่ง ให้รู้ว่าฉันยังแอบเห็นและชื่นชม หากเธอท้อแท้ฉันยังอยู่ หากแม้นไม่เห็นฉัน จงโปรดรู้ไว้ว่าเธอ ใช่อยู่คนเดียว”

ในยุคสมัยที่มิตรนั้นหายากรักษา “ยังมี” ของคุณเอาไว้ให้ดีเถอะค่ะ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว คุณจะพบแต่ คนที่บอกว่าตนเองเป็น “มิตร” แต่แท้จริงแล้วหัวใจของเขาอาจไม่เคยมอบความเป็นมิตรที่แท้จริงให้กับใครได้เลย

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ