“เทรนด์ปี 2020 ลงทุน ออมเงิน ทำธุรกิจ ทางไหนรอด” ตอน 2 กองทุนรวมเพื่อออมและเพื่อยามเกษียณ

อย่างที่เราพูดตั้งแต่ ซีรีส์การเงินสำหรับเทรนด์ปี 2020 ตอนที่ 1 ว่าการทำให้เงินไหลเข้าตลอดปีต้องทำอย่างไร สิ่งสำคัญที่เราพูดคือการกระจายความเสี่ยง และ การเริ่มต้นลงทุนช่องทางใหม่  และอย่างที่หลายคนรู้มาตลอดว่า การลงทุนในกองทุนรวม LTF เพื่อการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณ และ ยังได้สิทธิกาลดหย่อนภาษีปีนี้จะเป็นปีสุดท้าย ในที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการประกาศกาออมด้วยกองทุนรูปแบบใหม่ออกมา และ นี่คือ 1 ในเทรนด์การลงทุน การออมรูปแบบใหม่ของปี 2020 นั่นเอง

ถ้าคุณเป็นคนที่….

– ไม่มีเวลาในศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ด้วยตัวเอง

– มีเงินไม่มาก แต่อยากให้เงินงอกเงยได้มากกว่าการออมทั่วไป

– ยังไม่มีประสบการณ์การลงทุน ปีนี้เป็นปีแรกที่จะเริมต้นในการลงทุน

ถ้าทั้ง 3 ข้อที่พูดมาคือคุณ กองทุนรวมช่วยแก้ปัญหานี้ได้

กองทุนรวมบางครั้งหลายคนเข้าใจผิดว่าต้องใช้เงินเยอะ และ ยาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กองทุนรวมถือเป็นการลงทุนที่สบาย ง่ายและ ไม่ต้องใช้เวลาในการติดตามดูแลมากนัก เพราะ มีผู้เชี่ยวชาญในกาดูแลพอร์ตกองทุนวมต่างๆ พร้อมทั้งปรับและกระจายความเสี่ยงในกาลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ  กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย ทั้งยังมีสภาพคล่องที่สูงในการขายคืนสำหรับในบางกองทุน  ซึ่ง

ผลตอบแทนของการลงทุนในกองทุนรวม มี ได้ 2 รูปแบบ คือ

1. เงินปันผล (Dividend)

ผู้ลงทุนจะได้รับเฉพาะในกรณีลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่าย เงินปันผลเท่านั้น โดยคำนวณตามอัตราการจ่ายปันผล คูณจำนวนหน่วยลงทุนที่ราถือไว้

2. ส่วนต่างของ กำไร (Capital Gain)

ผู้ลงทุนจะได้รับก็ต่อเมื่อขายคืนหน่วยลงทุนได้ในราคาที่สูงกว่าราคาที่ ซื้อมาเพราะกองทุน รวมมี มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAVเพิ่มมาจากกาลงทุน

กองทุนรวมตัวใหม่ของปี 2020 ที่เราต้องศึกษา ทั้งรูปแบบของการลงทุน รวมทั้งพิจารณาว่าเหมาะสมกับเราหรือไม่ กองทุนเพื่อการออม (Super Saving Fund : SSF) เป็นกองทุนใหม่ที่มาทดแทน LTF โดยเน้นการส่งเสริมการออมระยะยาว เสนอการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

กองทุน SSF ต่างจาก กองทุน LTF อย่างไร ?

  1. กองทุนเพื่อการออม (Super Saving Fund : SSF) ต้องถือ 10 ปีปฏิทินถึงสามารถขายคืนได้ ในขณะที่ LTF เดิมนั้น กำหนดให้ถือ 7 ปีปฏิทินถึงสามารถขายคืนได้
  2. กองทุนเพื่อการออม (Super Saving Fund : SSF) ลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ทั้งปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับ RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กบข. ฯลฯ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในขณะที่ LTF เดิมลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ทั้งปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  3. กองทุน SSF มีอายุ 5 ปี (2563-2567) โดยปีสุดท้ายกระทรวงการคลังจะประเมินผลของมาตรการเพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมอีกครั้งต่อไป
  4. กองทุน SSF สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท ในขณะที่ LTF กำหนดสัดส่วนลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65%
  5. สิ่งที่เหมือนกันของ LTF และ SSF คือ ลงทุนปีไหน ลดหย่อนภาษีปีนั้น
  6. วัตถุประสงค์ของกองทุนแตกต่างกัน LTF ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน แต่กองทุน SSF ถูกตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะยาว เพื่อรองรับสังคมสูงวัยของประเทศไทย

ดังนั้นเพื่อให้การเงินในอนาคตของเราได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม เราควรศึกษา พร้อมทั้งกระจายการลงทุนในกองทุนรวมบ้างเพื่อเป็นพอร์ตการลงทุนระยะยาว ทั้งยังได้ลงสินทรัพย์ที่หลากหลายอีกด้วย