ชนะความเปลี่ยนแปลงด้วย “ความน่าเชื่อถือ”

ถึงเวลาที่สื่อยุคเก่าจะถูก Disrupt กันหมดทั้งวงการแล้วจริงหรือ เป็นคำถามที่สัปดาห์ก่อนเพื่อนฝูงในแวดวง นั่งถกกันแล้วผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย กับวงสนทนาที่มีทั้งอดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน บรรณาธิการนิตยสาร นักเขียน นักข่าว โปรดิวเซอร์รายการ ครีเอทีฟ ที่เมื่อรวมอายุของทั้งวงสนทนาแล้วน่าจะเกินหลักสองร้อย (ฮา)

บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเสียงถอนหายใจของทุกคน เพราะต่างรู้สึกเหนื่อยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนที่อยู่ในวัย 40+ ที่ยังคงทำงานอยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนทุกวันนี้ ล้วนแต่เผชิญหน้ากับยุคเปลี่ยนผ่านกันมาชนิดที่บาดแผลทั่วตัว โดยเฉพาะช่วงปี 2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ที่ล้มกันทั้งขบวน แต่รอบนี้ก็ถือว่าเหนื่อยหนัก หากแต่ทุกคนบอกว่าถ้าสู้ด้วยคุณภาพเราจะอยู่รอด

เอาเป็นว่าเราได้เจอกับยุคที่โทรทัศน์เปลี่ยนจากขาวดำมาเป็นโทรทัศน์สี ยุคที่โทรทัศน์ปิดสถานีกันที่เวลา เที่ยงคืน และเปิดสถานีเวลา สี่โมงเย็น มาเป็นยุคที่มีทีวีให้ดูกันตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อคนรุ่น 40+ ในวันนี้เริ่มทำงานกัน เราต่างได้รับอิทธิพลจากการทำรายการ จากต่างประเทศ หนังสือพิมพ์คือสื่อที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด โดยเฉพาะคอลัมนิสต์ ที่อยู่กับหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ ขณะที่ทีวีคือสื่อร้อนที่สุด สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ และเอเยนซี่ โฆษณาคือผู้กุมงบประมาณที่คอยชี้นำสิ่งพวกเขาและลูกค้าต้องการ

แวดวงสื่อเป็นอยู่อย่างนี้มาได้นานเกือบสองทศวรรษ จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงที่โลกนี้เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่า อินเทอร์เนต ที่พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆจากโมเดม เสียงหวานกลายเป็น อินเทอร์เนตความเร็วสูง จากสายแลน กลายมาเป็น Wireless จาก Wireless กลายมาเป็น Wi Fi ความเร็วก็พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับ สมาร์ทโฟน ที่กลายเป็นของสำคัญในชีวิตของคนทั่วโลก

การมาถึงของโซเชียลมีเดีย พร้อมกับคำจำกัดความใหม่ที่เรียกว่า Influencer Engagement ไปจนถึง แพลตฟอร์มการรับชมความบันเทิงที่เปลี่ยนไปจากโทรทัศน์ ที่กลายเป็นสมาร์ทโฟน จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนทำสื่อในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารมวลชน สื่อที่ผลิตรายการโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบตัวเอง จากที่เคยเป็นฝ่ายป้อนเนื้อหา ต้องรู้จักมีปฎิสัมพันธ์กับเนื้อหาที่นำเสนอด้วย

เอาเข้าจริงสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้กับวงการสื่อ จะเรียกว่า Disrupt หรือ ถูกทำลายอย่างที่กูรูหลายคนพยายามจะบอกหรือไม่นั้น ผู้เขียนเองก็ไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไร เพราะเท่าที่เห็นเนื้อหาก็ยังคงเดิมหรือทำซ้ำของเดิม แต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับสารหรือที่เรียกกันว่า platform มากกว่าอย่างหนังสือพิมพ์ ก็กลายเป็นสื่อออนไลน์ และ ผู้คนก็ยังมั่นใจกับสำนักข่าวออนไลน์ที่มาจาก หนังสือพิมพ์ หรือ โทรทัศน์

ขณะที่สื่อโทรทัศน์เอง นอกเหนือจากการออกอากาศตามรูปแบบเดิมที่ถูกเปลียนเป็นระบบดิจิทัลแล้ว ก็ยังมีแพลตฟอร์มอื่นให้ได้กระจายเนื้อหาในวงกว้างอีก และล่าสุดกระแสของ Podcast ที่น่าจะทำให้คนทำวิทยุทั้งหลายได้เห็นว่ายังมีรูปแบบในการนำเสนอเสียง หรือ รายการที่น่าสนใจได้อีกหลายช่องทาง

หลังจากนั่งคุยและสรุปไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่ทุกคนในวงสนทนาเห็นตรงกันคือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ รูปแบบที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ต้องแข่งขันเหมือนเดิมยังคงเป็นเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาให้เป็น เนื้อหาที่ “มีความน่าเชื่อถือ” ที่เอาเข้าจริงแล้ว ไม่สามารถพัฒนาได้ทันตามเทคโนโลยี หากใครสามารถสร้างได้ก็จะทำให้กลายเป็นผู้รอดในยุคทีโลกนี้ท่วมท้นไปด้วยมหาสมุทรของข้อมูลแห่งการทำซ้ำ

หลังจบการนั่งปรับทุกข์เชิงวิเคราะห์สถานการณ์บทสรุปสุดท้ายที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ “ถ้าปล่อยให้คนอื่นที่ไม่เคยทำงานสื่อมาบอกเราว่าวงการสื่อกำลังถูก Disrupt ก็เหมือนเรากำลังดูถูกตัวเองว่าไม่มีความสามารถ เพราะในฐานะผู้ผลิตเนื้อหาซึ่งเป็นต้นทางของการกระจายเข้าสู่แต่ละแพลตฟอร์มนั้น เราต้องทำให้ “คนอื่น” เห็นว่างานคุณภาพไม่เคยถูก Disrupt ส่วนพวกที่บอกว่ากำลังถูก Disrupt นั้นเพราะเขายอมรับที่จะพ่ายแพ้เอง”

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ