ประกันชีวิตก็เหมือนร่ม คนจะเห็นร่มสำคัญแค่ตอนฝนตก

การทำประกันชีวิต เป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกคนต้องศึกษา ในขณะที่ก็เป็นเรื่องที่หลายคนมักเบื่อ เพราะโดนตัวแทน หรือ ธนาคารเสนอขายเสมอๆ

สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ว่าประกันชีวิตมีกี่แบบ แล้วแต่ละเเบบนั้นมีวัตถุประสงค์อย่างไร เหมาะสมกับเราหรือไม่

ประกันชีวิตมี 4 รูปแบบนั่นคือ

ประกันชีวิตแบบที่เหมาะสมสำหรับคนมีทายาท หรือ มีภาระ มีห่วงข้างหลัง นั่นคือประกันชีวิตประเภทตลอดชีพ เพราะ เป็นการคุ้มครองตลอดชีพ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเมื่อใดในช่วงที่กรมธรรม์มีผลบังคับ บริษัทจะนำเอาเงินประกันภัยให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ โดยประกันแบบนี้เพื่อจัดหาเงินทุนจุนเจือ ครอบครัว หรือ เพื่อเป็นทุนสำหรับทำศพ หรือ ค่ารักษาก้อนสุดท้าย

ประกันชีวิตแบบที่ สอง เป็นแบบที่เหมาะสมสำหรับลูกหลาน หรือ รวมทั้งเป็นการวางแผนไว้ตอนที่เราเกษียณ นั่นคือประกันแบบสะสมทรัพย์ เพราะเราจะได้เงินเอาประกันภัยเมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญา  หรือ จ่ายให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาประกันภัย

ประกันแบบที่ สาม เป็นประกันสำหรับคุ้มครองการเสียชีวิตก่อนอายุที่เหมาะสม เบี้ยประกันแบบนี้เรียกว่า เป็นประกันแบบชั่วระยะเวลา  เหตุผลที่เบี้ยถูกกว่าแบบอื่นๆ คือเป็นการประกันแบบที่ผู้รับผลประโยชน์จะได้ก็ต่อเมื่อ ผู้เอาผลประโยชน์เสียชีวิตในระยะเวลาที่ประกันภัยเท่านั้น

ประกันแบบสุดท้าย ก็ยังเป็นประกันที่เหมาะสมกับการวางแผนตอนเกษียณอายุ นั่นคือ ประกันแบบเงินได้ประจำ  โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งอย่างเท่าๆ กัน สม่ำเสมอทุกเดือน นับตั้งแต่เกษียณ หรือ อายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี เป็นต้นไป ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ที่ผู้ซื้อเลือกซื้อ

ประกันถูกเปรียบเสมือนร่มคือ มีไว้เพื่อป้องกัน และ คนส่วนใหญ่มักหลงลืม จนเมื่อฝนตกจึงเริ่มมองหาและเห็นความสำคัญของร่ม สิ่งที่เราควรทำก็คือ การหาร่มที่เหมาะสมกับการพกพา และคุ้มครองได้เหมาะสมตามแต่ละสถานะบทบาทของเรานั่นเอง