5 ขั้นตอนเพื่อทำให้คุณใจเย็น และ หายกลุ้ม

โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความกดดัน ทั้งในเรื่องเรียน งาน ครอบครัว ไปจนถึง บุคคลที่ใกล้ชิด ความเร่งรีบของสังคมทำให้ทุกคนต่างก็ต้องเอาตัวรอด และหลายครั้งที่บางคนสามารถเอาเรื่องไม่เป็นเรื่อง ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ของตัวเอง และสร้างความกังวลให้กับตนเองโดยไม่รู้ตัว

เมื่อความกังวลก่อตัว ความเครียดก็จะตามมา จากนั้นก็จะกลายเป็นความกดดัน จนทำให้คุณไม่มีสมาธิกับการทำงาน การเรียน หรือ แม้กระทั่งการดำเนินชีวิต เลยเถิดมากๆเข้าก็อาจไปไกลถึงขั้นควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่อยู่ หากเป็นเช่นนั้นเรามาลองขจัดความกังวล คลายความเครียดจาก 5 ขั้นตอนที่จะทำให้คุณใจเย็นลง และ หายกลุ้มกันดูดีกว่า

1. เอาให้ชัดว่าคุณกำลังกังวลเรื่องอะไร

ถ้าคุณเริ่มกังวล ความเครียดจะทำให้คุณสติแตก ดังนั้นต้องตั้งสติให้ดี ว่าคุณกำลังกังวลเรื่องอะไร และ เกิดขึ้นแล้วหรือยัง ถ้ายังคุณก็ยังพอมีเวลาคิดว่าจะหาทางแก้ไขอย่างไร ถ้าเกิดไปแล้ว ก็ดูว่าผลของสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรและคุณจะรับมืออย่างไร

2. แยกแยะความรู้สึกให้ได้ว่า คุณรู้สึกต่อเรื่องที่ทำให้คุณกังวลอย่างไร

ช่วงเวลาสติแตกจะทำให้คุณเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน ดังนั้นต้องแยกแยะความรู้สึกให้ได้ว่า คุณรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องที่ทำให้คุณกังวล ถ้ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ปล่อยผ่านไปบ้าง เพราะมิเช่นนั้นแล้วคุณจะกลายเป็นคนที่เอาเรื่องรอบตัวมานั่งเครียดอยู่คนเดียว

3. ทำความเข้าใจกับสิ่งที่คุณกำลังกังวล

เมื่อมีปัญหา แล้วยังหาทางออกไม่ได้ความคิดของคุณจะวนเวียนอยู่กับปัญหา ดังนั้นจงตั้งสติ และบอกกับตัวเองว่า เราต้องทำเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนว่าเกิดจากอะไร จากนั้นก็หาเหตุแห่งปัญหา แล้วค่อยๆแก้ปัญหาทีละขั้นตอน ปัญหาที่คุณกังวลใจนั้นก็จะคลี่คลาย

4. ตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าคุณจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

เวลาต้องตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคน เพราะการตัดสินใจมาพร้อมกับความรับผิดชอบ และเมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้น วิธีตัดสินใจที่ดีที่สุดคือ มุ่งไปที่วิธีแก้ปัญหา วิธีแบบไหนจะทำให้ปัญหาคลี่คลายได้มากที่สุด คุณก็จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และทำให้ความกังวลใจของคุณลดลง

5. ลงมือทำ 

ไม่มีประโยชน์ใดๆเลยถ้าจะมานั่งกังวล โดยไม่ลงมือแก้ปัญหา หรือลงมือทำจริง เพราะความกังวลดังกล่าวจะทำลายพลังงานร่างกาย และ พลังใจของคุณเอง หนทางที่ดีที่สุดคือลงมือทำ จากวิธีที่คุณเลือกแล้วเพื่อให้เห็นผลไปว่าวิธีแบบนี้จะได้ผลขนาดไหน ถ้าได้ผลดีก็ควรเดินหน้าทำต่อไป ถ้าไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ ก็ต้องหาวิธีใหม่ที่ดีกว่าเดิม