สาเหตุของการ “กินปุ๊บถ่ายปั๊บ” และโรคลำไส้แปรปรวน

เคยสงสัยมั้ยว่า…บางคนหลังจากกินอาหารได้ไม่นาน แล้วมีอาการอยากจะขับถ่ายทันที หรือบางคนก็ขับถ่ายง่ายเกินไป มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วเสี่ยงเป็นโรคอะไรหรือไม่นั้น วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว ซึ่งจากการหาข้อมูลก็พบว่า สำหรับคนที่กินปุ๊บถ่ายปั๊บ อาจเกิดกับการที่ไวต่ออาหารบางชนิด เช่น น้ำส้มสายชู กาแฟ ของเผ็ด มัน หรือผลไม้บางชนิด ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย เมื่ออาหารดังกล่าวตกถึงกระเพาะ ก็จะกระตุ้นให้เกิดกระแสประสาทวิ่งตรงไปลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการปวดท้องและอยากจะขับถ่ายทันที

นอกจากนี้ ยังเสี่ยงจะเป็นโรคลำไส้แปรปรวนอีกด้วย ซึ่งอาการของลำไส้แปรปรวน ในผู้ที่ป่วยลำไส้แปรปรวนจะมีอาการไม่สบายท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก ปวดท้องมากหลังรับประทานอาหาร และอาการจะดีขึ้นหลังการขับถ่าย ท้องผูก ท้องเสีย ท้องผูกสลับกับท้องเสีย อุจจาระแข็งหรือนิ่มกว่าปกติ อุจจาระไม่สุด อุจจาระมีเมือกใสหรือสีขาวปนออกมา อั้นอุจจาระไม่อยู่ หรืออาจพบอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หมดแรง ปวดหลัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรืออาจรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศขณะมีเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยที่เป็นเพศหญิง เป็นต้น

โดยโรคลำไส้แปรปรวนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเอง หรือจากปัจจัยภายนอก เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ความผิดปกติของชนิดแบคทีเรีย หรือปริมาณแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร และอาจเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิดในปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้เกิดลำไส้แปรปรวนได้ รวมถึงภาวะเครียดก็อาจเป็นอีกปัจจัย ที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวนมากขึ้น

การดูแลรักษาเบื้องต้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มันจัด เช่น หนังเป็ด หนังไก่ นม ครีม เนย น้ำนม ในปริมาณมาก ควรรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ และผสมผสานหลายๆ หมู่อาหาร เลี่ยงการรับประทานอาหารในปริมาณมากๆ เพราะจะกระตุ้นให้มีอาการปวดท้องและท้องเสียได้ง่าย

อาหารที่มีกากหรือเส้นใยจะช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดี ซึ่งกากหรือเส้นใยยังช่วยดูดน้ำไว้ในอุจจาระ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและถ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ควรกินทีละน้อยแต่กินให้บ่อยขึ้น ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด กาแฟ ของดอง น้ำอัดลมและยาบางชนิด ซึ่งจะทำให้มีอาการมากขึ้นด้วย ภาวะเครียดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้มีการเกร็งตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น จึงควรผ่อนคลายทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนทั้งร่างกายให้เพียงพอ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้อีกส่วนหนึ่ง

ในการรักษาทำได้โดยบรรเทาอาการของโรคลำไส้แปรปรวน เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติมากที่สุด ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง รักษาได้โดยจัดการกับปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เช่น ความเครียด การรับประทานอาหาร การใช้ชีวิต ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจจะต้องใช้ยาในการรักษา และแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาการของลำไส้แปรปรวนอาจเป็นอาการเบื้องต้น ที่พบได้ในโรคร้ายแรงหลายโรค เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง มะเร็งทางเดินอาหาร ซึ่งแพทย์จะพิจารณาสืบค้นเพิ่มเติม ตามข้อบ่งชี้ต่อไป

6 เหตุผลที่เป็นไปได้ว่าทำไมคุณถึงถ่ายบ่อยกว่าปกติ

  1. ทานผักหรือผลไม้มากเป็นพิเศษ
  2. ติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย สามารถทำให้คุณถ่ายอุจจาระมากกว่าปกติ และทำให้ท้องเสียได้
  3. ออกกำลังกายมากขึ้น การออกกำลังกายจะไปเพิ่มการบีบตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ใหญ่ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์มักแนะนำให้คนที่ท้องผูกออกกำลังกายมากขึ้น
  4. ลำไส้แปรปรวน เป็นโรคที่พบได้ทั่วไป ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บท้อง มีก๊าซ ปวดท้องเกร็ง และอาจขับถ่ายบ่อยครั้ง ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนมากจะรู้สึกปวดที่ช่องท้องในทันที และจะปวดท้องเกร็งร่วมกับมีอาการท้องผูกหรือท้องเสีย
  5. ความเครียด มีส่วนที่ส่งผลต่อบางระบบในร่างกาย ซึ่งมีบางคนพบว่าความเครียด เป็นตัวการที่ทำให้ถ่ายมากขึ้น นอกจากนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่พบว่า ตัวเองถ่ายอุจจาระเหลวกว่าเดิมเมื่อรู้สึกเครียด
  6. ใกล้มีประจำเดือน มีผู้หญิงหลายคนที่อยู่ในช่วงใกล้มีประจำเดือนพบว่า ตัวเองถ่ายเหลวหรือถ่ายบ่อยกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ปกติ เพราะมันเกิดจากความผันผวนของฮอร์โมนในช่วงรอบเดือนนั่นเอง

ข้อมูลจาก
thaihealth.or.th
pobpad.com
womenshealthmag.com