คลุกวงในวงการอาชีพช่างภาพในยุคที่กล้องฟิล์มกลับมาเฟื่องฟู กับ นรรัตน์ ดิษยบุตร

เนื่องด้วยอย่างที่เราต่างทราบกันดีในตอนนี้การกลับมาได้รับความนิยมของ กล้องฟิล์ม ทุก ๆ ชนิด ไม่ว่าใครก็หาซื้อมาเป็นไอเทมติดตัว เพราะนอกจากเพื่อถ่ายรูปแล้ว การใช้กล้องฟิล์มยังให้กลิ่นอายและเสน่ห์ของความแมนนวลที่พึ่งมือตัวเองเป็นหลักต่างจากดิจิตอล ทำให้กระบวนการของการใช้กล้องฟิล์มมีความน่าดึงดูดและหลงไหล ไม่แปลกที่จะกลับมาเป็นกระแสในตอนนี้

Tonkit360 จึงได้นัดนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับช่างภาพสายข่าวที่ทำงานอยู่ในวงการช่างภาพมายาวนาน และได้คลุกคลีกับทั้งกล้องฟิล์มและดิจิตอล มาดูกันว่าคุณป๋อ นรรัตน์ ดิษยบุตร ที่ตอนนี้มีบทบาทเป็นหัวหน้าช่างภาพอยู่ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ360 มีความเห็นในประเด็นของยุคอานาล็อกที่กลับมาเฟื่องฟูผสมผสานกับดิจิตอลนี้อย่างไร

ฟังสัมภาษณ์ในรูปแบบ Podcast

จุดเริ่มต้นของการทำงานช่างภาพ

ด้วยเพราะเรียนมาทางด้านนี้ คือ คณะศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีทางการศึกษา ก็คือเรียนเกี่ยวกับพวกกล้อง ถ่ายภาพ วิดีโอ การทำสื่อการสอน คือคณะศึกษาศาสตร์ตามที่เข้าใจส่วนใหญ่จบมาจะเป็นครู ซึ่งถ้าคิดตามสายงานจริง ๆ ผมก็ต้องทำงานห้องโสตฯ เป็นเจ้าหน้าที่ตามโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

ผมเริ่มจากการเป็นช่างภาพที่เดอะเนชั่น ซึ่งทำงานอยู่ตรงนั้น 9 ปีถ้าจำไม่ผิด หลังจากนั้นก็ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่ระบบภาพที่หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ทำงานตรงนั้นประมาณ 8 ปี และได้เป็นหัวหน้าช่างภาพที่บางกอกทูเดย์ และหลังจากนั้นประมาณ 4 – 5 ปี ก็ได้ออกมาเป็นฟรีแลนซ์รับงาน ทำกราฟฟิก ถ่ายภาพ ได้สักประมาณ 2 ปีจึงเริ่มเข้ามาทำงานที่ผู้จัดการ

การเรียนในตอนนั้นล้วนใช้กล้องฟิล์ม

ใช่ ตอนนั้นใช้กล้องฟิล์ม คือเป็นการเรียนการใช้กล้องฟิล์ม ฟิล์มขาวดำ ฟิล์มสี ส่วนวิดีโอก็เป็นการใช้กล้องตัวใหญ่ ๆ ก็คือเรียนตามหลักสูตรลึกเข้าไปเรื่อย ๆ

เสน่ห์ของการถ่ายภาพและผลงานที่ภาคภูมิใจ

มันเหมือนเป็นการถ่ายทอดความรู้สึก ถ่ายทอดมุมมองของเรา ผ่านเลนส์ ผ่านฟิล์ม และภาพถ่ายของเราออกมาให้คนอื่นได้เห็น ยกตัวอย่างเช่นสถานที่เดียวกันแต่มุมมองที่ถ่ายออกมาของแต่ละคนก็แตกต่างกันในการถ่ายทอด ทำให้เห็นว่าสถานที่เดียวกันแต่คนถ่ายต่างกันก็เห็นถึงการถ่ายทอดที่ต่างกันได้ ซึ่งเสน่ห์มันอยู่ตรงนี้แหละ ว่าเรานำเสนอมุมมองของเราออกไปแล้วมันเป็นยังไง ผลตอบรับเป็นยังไง

ก็เป็นธรรมดาของช่างภาพอย่างเรา ๆ เวลาถ่ายภาพออกมาแล้วมีคนชื่นชมผลงานของเราเราก็ดีใจ ส่วนหนึ่งก็คือการถ่ายภาพมันเป็นการบันทึกความทรงจำในจังหวะนั้น ๆ ทำให้รู้ว่าเราเคยผ่านตรงนี้ ๆ มานะ

ส่วนเรื่องของผลงาน ซึ่งผมก็ประทับใจกับทุกชิ้น เพราะเราเต็มที่กับงานทุกงาน แต่ถ้าจะให้เลือกผลงานที่โดดเด่นก็เป็นภาพตอนพฤษภาทมิฬ ซึ่งตอนนั้นเป็นงานภาพข่าว เป็นภาพเหตุการณ์ในวันสลายการชุมนุม ซึ่งภาพนั้นก็ได้รางวัล 2 รางวัลควบคู่ในปีนั้น ซึ่งหลังจากรางวัลนั้นผลงานก็ได้ถูกส่งไปประกวดในระดับเอเชีย

ภาพหน้า 1 หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2535 เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ทั้งสองภาพ ถ่ายเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 35 ขณะผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ
ภาพหน้า 1 หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2535 เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” — ทั้งสองภาพ ถ่ายเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 35 ขณะผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ
กระแสของกล้องฟิล์มที่กลับมามีความนิยมในตอนนี้ บรรยากาศเมื่อก่อนแตกต่างจากตอนนี้ยังไงบ้าง

ถ้าให้เล่าเรื่องฟิล์มในสมัยก่อนก็คืออย่างแรกเลย ฟิล์มแพง เราก็ต้องคิดว่าส่วนใหญม้วนนึง 36 รูปเราจะทำยังไงให้คุ้มที่สุด กว่าจะถ่ายแต่ละรูปก็ต้องคิดแล้วคิดอีก ในตอนนั้นต้องคิดถึงความคุ้มค่าก่อนเพราะค่าฟิล์มก็แพง ค่าล้างก็แพง ค่าอัดก็แพง ซึ่งการอัดถาพก็ต้องเลือกอีกว่าต้องการไซส์ไหนกี่นิ้ว ทำให้การจะถ่ายแต่ละรูปเราต้องมั่นใจว่าภาพนี้มันต้องได้แน่ ๆ จริง ๆ เพราะงั้นมันจึงมีความละเอียดอยู่ในทุกกระบวนการ เช่น วัดแสงให้แม่น จัดองค์ประกอบให้ดี ต้องพลาดให้น้อยที่สุดเพราะมันหมายถึงเสียตัง ถ่ายออกมาแล้วอันเดอร์ โอเวอร์ หรือองค์ประกอบไม่ดี ซึ่งต้องมาลุ้นตอนล้าง เสน่ห์ของมันคือการได้ลุ้น เพราะมันไม่เหมือนอย่างวันนี้ที่ถ่ายแล้วเห็นผลงานเลย

ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนเราก็ต้องมีภาพอยู่ในหัวแล้วว่าภาพมันต้องออกมาประมาณนี้ และลุ้นเอาตอนล้างอัดว่ามันได้ดั่งใจหรือเปล่า นี่แหละเสน่ห์ สมัยนั้นก็จะประมาณนี้แหละ และที่ยากกว่าฟิล์มขาวดำก็คือฟิล์มสไลด์ ซึ่งมันจะพลาดไม่ได้ ถ้าคุณหลุดการวัดแสงไปสัก 1 สตอป ภาพมันก็จะเปลี่ยนไปเลย จะไม่ได้อย่างที่เราต้องการทันที ส่วนฟิล์มสีก็จะง่ายขึ้นมานิดหน่อยเพราะยืดหยุ่นมากกว่า ฟิล์มขาวดำนั้นจะเป็นโพรเซสที่คลาสสิคกว่าฟิล์มสี เพราะฟิล์มสีนั้นก็เอาใส่เครื่องให้รันไปตามการเดเวลอปที่ตั้งไว้ ซึ่งขาวดำนั้นต้องคำนวณเอง จับอุณหภูมิน้ำยา เวลาเข้าแทงค์ เวลาโหลดฟิล์มก็จะยากหน่อย

มุมมองของพี่ป๋อ กับกระแสกล้องฟิล์มที่กลับมา

ดีนะ เพราะเราเคยอยู่ในยุคที่มันเฟื่องฟูเราก็ดีใจที่มันกลับมา มันมีกลิ่นอายของอนาล็อก มันต้องทำเอง มันไม่มีอะไรที่สำเร็จรูปคุณต้องลุ้นคุณต้องรอ ต้องใช้ทักษะมากกว่าปกติ หนึ่งเพราะทุกอย่างเป็นเงิน สองคือเราไม่เห็นสิ่งที่เราทำ มันจะอยู่ในจินตนาการเราว่าเราเล็งในวิวไฟเดอร์ได้รูปประมาณนี้แสงประมาณนี้ที่เราเห็นด้วยตาและพอมันผ่านเลนส์ผ่านสปีดชัตเตอร์ที่เราเลือก มันจะออกมาอย่างที่เราคิดหรือเปล่า

คือถ้าเทียบดิจิตอลมันก็จะเหมือนฟาสต์ฟู๊ด ปุ๊บปั๊บได้เลย กล้องฟิล์มเปรียบเหมือนการทำอาหารที่คุณต้องปรุงเองทุกขั้นตอนซึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือเชฟ 100%  ก็จะอยู่ที่ทักษะของคุณแล้วว่าจะปรุงยังไงให้มันออกมาสวยงามและอร่อย

คิดว่ากระแสนี้จะอยู่อีกนานไหม

ผมว่ายังอยู่นะ แต่จะอยู่ในลักษณะไหน คือจริง ๆ ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่มีคนสนใจมากขึ้น ด้วยเพราะเสน่ห์ของมันที่ต้องใช้ฝีมือในทุกกระบวนการ มันก็คงจะอยู่ไปอีกนานเพราะมันเป็นงานที่ประณีต คนที่เขาชอบความเป็นอนาล็อกที่จับต้องได้ เม็ดสี ปฏิกิริยากับน้ำยา คือสิ่งที่จับต้องได้ไม่เหมือนดิจิตอล

เรื่องของอุปกรณ์ กับคำที่ว่า “ของมันต้องมี”

ส่วนนี้เป็นเรื่องนานาจิตตัง ก็อยู่ที่รสนิยมของใครของมัน บางคนอาจรู้สึกมั่นใจรู้สึกดีที่มีของเยอะ ๆ แต่สำหรับผม ผมมองว่ามันเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งเท่านั้นสำหรับตัวผมนะ เราจะไม่ว่ากันว่าใครจะของเต็มของน้อยแค่ไหน แต่การถ่ายรูปมันคือการใช้ทักษะของเราบังคับอุปกรณ์ชนิดหนึ่งให้มันออกมาตามที่เราตั้งใจ เพราะฉะนั้นในมุมมองส่วนตัวผมก็มองว่าทักษะสำคัญกว่าอุปกรณ์

เช่นถ้าให้เปรียบ กล้องที่ดีที่สุดกับกล้องที่พอใช้ได้ อยู่ในมือของคนที่ทักษะดีกับคนที่ทักษะพอใช้ ยังไงภาพที่ออกมามันก็ต้องต่างกันด้วยปัจจัยจากเรื่องทักษะฝีมืออยู่แล้ว แต่การมีอุปกรณ์ที่ดีมันคือตัวช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น ได้ภาพที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้แปลว่าคุณจับกล้องโปรแล้วคุณจะกลายเป็นโปร มันอยู่ที่การฝึกฝนตัวเองล้วน ๆ ทำซ้ำเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ

การเลือกดูอุปกรณ์ต่าง ๆ กับความคุ้มค่า

อยู่ที่กระเป๋าใครกระเป๋ามันเลย เป็นความพึงพอใจและงบประมาณที่มี ก็เหมือนการซื้อของอย่างอื่น เช่น รถ บางคนบอกว่ายี่ห้อนี้ดีแต่อีกคนก็แย้งว่ายี่ห้อนั้นดีกว่า อยู่ที่รสนิยมล้วน ๆ สำหรับผมก็ตามที่กำลังไหวและขึ้นอยู่กับการรีดศักยภาพของอุปกรณ์ชิ้นนั้น ๆ ให้ได้มากที่สุด

ปัจจุบันกล้องมือถือสามารถทำงานได้ดีและพัฒนาไปมาก จนบางคนบอกว่าไม่จำเป็นต้องพกกล้องใหญ่ คิดเห็นอย่างไรกับตรงนี้ มีผลกระทบต่อกันไหมหรืออย่างไร

ผมคิดว่าไม่มีผลกระทบอะไร เพราะมันเป็นคนละส่วนกัน คนละจุดประสงค์การใช้งาน เป็นความจริงที่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือพัฒนาไปมากโดยเฉพาะเรื่องกล้องถ่ายภาพที่มีการทำตลาดแข่งขันกันสูง แต่ผมมองว่ามันแค่ตอบสนองเรื่องการถ่ายภาพตัวเอง(เซลฟี่) ในสถานที่ต่างๆ และภาพวิวทิวทัศน์ เพื่อนำไปโพสต์ลงสื่อออนไลน์ต่างๆเป็นหลัก บางครั้งในกรณีฉุกเฉินที่ไม่มีทางเลือกอาจจะพอกล้อมแกล้มไปได้ แต่งานที่ต้องการความละเอียดของภาพสูง ต้องการความปราณีต ที่มีรายละเอียดในเชิงเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้องโทรศัพท์มือถือยังไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ เช่นระยะของเลนส์ในโทรศัพท์จะมีเพียงเลนส์มุมกว้างเท่านั้น ภาพบางภาพต้องการเลนส์ในระยะกลาง ระยะไกลก็จะต้องใช้กล้องถ่ายภาพอยู่ดี บางคนอาจจะบอกว่าสามารถใช้อุปกรณ์เสริมหน้าเลนส์เพื่อเปลี่ยนระยะ หรือใช้ซูมในโทรศัพท์แต่นั่นเป็นการซูมเชิงเทคนิคไม่ได้เกิดจากชิ้นเลนส์ คุณภาพที่ได้ก็จะด้อยลงไป ยังไม่นับเรื่องการถ่ายในที่ที่มีแสงน้อยอีกเรื่องหนึ่ง

และสำหรับพี่ป๋อคิดว่าใช้แบบไหนตอบสนองต่อพี่ป๋อมากที่สุด ในความคิดเห็นส่วนตัว

ผมใช้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเลือก เราก็เอาข้อดีของแต่ละอันมาใช้ตอบสนองความต้องการของเราก็จบ บางครั้งงานด่วนเราต้องรีบส่งภาพเพื่อขึ้นสื่อออนไลน์ ผมก็จะใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายแล้วส่งเข้าไปก่อน หลังจากนั้นค่อยส่งภาพจากกล้องถ่ายภาพตามเข้าไป ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ เวลาว่างๆ บางครั้งผมนึกสนุกอยากก้าวข้ามข้อจำกัดบางอย่างของโทรศัพท์มือถือผมก็จะใช้มันถ่ายภาพแล้วรอดูว่าเพื่อนๆ ของผมในโลกออนไลน์จะรู้ไหมว่าผมใช้อะไรถ่ายภาพนี้ แต่แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลาในการปรับภาพมากขึ้นและขนาดของไฟล์ที่ได้ก็ไม่ใหญ่นัก สรุปคือผมไม่ได้มองว่าอะไรตอบสนองผมมากกว่ากัน แต่ผมมองว่าอะไรเหมาะสมกับสถานการณ์หรือบริบทนั้นๆมากกว่ากันแล้วหยิบมาใช้

ในการเป็นช่างภาพ มีช่องทางในการเผยแพร่ผลงานยังไงบ้าง เรื่องการประกวดมีบ่อยและเปิดกว้างมากแค่ไหน

เรื่องช่องทางการเผยแพร่ผลงานสมัยนี้มีมากมาย สื่อออนไลน์ต่างๆทุกช่องทางสามารถนำมาใช้ได้หมดไม่ว่าจะ เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ยูทูบ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการจะนำเสนอตัวตนของเราแบบไหน อย่างไร มันค่อนข้างอิสระและได้ผลมากกว่าสมัยก่อนเยอะ

สำหรับเรื่องการประกวด โดยส่วนตัวผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันเลย ผมไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ เพราะผมเชื่อว่าการถ่ายภาพเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง งานศิลปะไม่ควรถูกตัดสินโดยคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง งานศิลปะควรเป็นอิสระจากเรื่องเหล่านี้ ควรปล่อยให้ตัวของมันเองเป็นผู้พิสูจน์ว่ามันมีคุณค่าขนาดไหน

ในฐานะของช่างภาพอาชีพ สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ต้องยึดถือ หรือต้องฟันฝ่า มีปัจจัยอะไรบ้าง 

ช่างภาพอาชีพชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเราทำมันเป็นอาชีพ ทำมันเพื่อหาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว สิ่งที่ขาดไม่ได้ของการทำอะไรก็ตามเพื่อหาเลี้ยงชีวิตคือ เราต้องทำมันให้ดีที่สุด คำว่าดีของผมคือคุณภาพงานต้องดี ต้องมีความรับผิดชอบในงานที่ทำ มีวินัย รักษามาตรฐานการทำงาน และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสายงานสื่อมวลชน ที่พวกเราจะต้องยึดถืออย่างยิ่งก็คือ “จรรยาบรรณ”

สิ่งที่ท้าทายก็คือความยากลำบากในการทำงาน งานข่าวเป็นงานที่ถ่ายทอดสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานอาชญากรรม หรือภัยพิบัติต่างๆ จะมีเวลาอยู่ช่วงหนึ่งตั้งแต่เริ่มจนจบ เราต้องพยายามพาตัวเองเข้าไปให้ถึงจุดนั้นโดยเร็วที่สุด เพราะจะมีเวลาช่วงสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นที่เกิดภาพดีที่สุด แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ หน้าที่ของเราคือต้องบันทึกช่วงเวลานั้นให้ได้ เพื่อนำมาถ่ายทอดสู่สาธารณชน ช่างภาพข่าวเลยตั้งฉายากันเองในหมู่เพื่อนๆว่าพวกเราคือ “ผู้บันทึกวินาทีประวัติศาสตร์”

ความท้าทายอีกอย่างก็คือเราไม่สามารถเลือกงานได้ หากเราต้องไปถ่ายงานที่ไม่ชอบ หรืองานไม่ถนัดเราจะทำอย่างไรที่จะก้าวข้ามความรู้สึกตนเอง หรือขีดจำกัดของตัวเรา เพื่อรักษาคุณภาพงานและมาตรฐานไว้ เพราะว่าเราคือมืออาชีพ(Professional) นี่เป็นอีกเรื่องที่ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำไม่ได้และเมื่อไหร่ที่เราทำสิ่งเหล่านี้ได้นั่นหมายความว่าคุณภาพงาน และคุณสมบัติของเราจะอยู่ในระดับดีมีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมวิชาชีพโดยที่ไม่ต้องพึ่งการประชาสัมพันธ์ใดๆเลย