ความเจ็บปวดที่พบเจอคือยาเสริมภูมิคุ้มกัน

ทุกคนต่างเคยเกิดอาการ แหยง” ใช่ไหมครับ เช่น เมื่อเราถูกกระทำไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามทั้งจากตัวเราเองและสิ่งอื่น ๆ เราจะจำสาเหตุของความเจ็บนั้นได้อย่างขึ้นใจ ยกตัวอย่าง ถ้าผมเดินไปบนถนนเส้นหนึ่งและเกิดพลัดตกหลุมเล็ก ๆ ข้อเท้าแพลงสร้างความเจ็บปวดอย่างมหาศาล เมื่อลุกขึ้นได้อีกครั้งผมจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้นและจำฝังใจว่าหลุม ๆ นี้อยู่ตรงไหน เผื่อเดินมาครั้งหน้าจะได้เลี่ยงทัน เพราะไม่อยากเจ็บตัวอีกแล้ว ใช่! ไม่มีใครอยากเจ็บซ้ำ

กับความสัมพันธ์ของคนก็เช่นกันซึ่งไม่จำกัดแค่ความรัก แต่จะขอครอบคลุมในทุกความสัมพันธ์ การได้พบและสานสัมพันธ์ของคน หากได้พบพานกับคนที่เข้ากันดียอมรับและใส่ใจเป็นมิตรที่ดีต่อกันก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดี

แต่หากเมื่อใดที่นิสัยด้านมืดที่เป็นพิษต่อความสัมพันธ์ปรากฏออกมา กระบวนการฝังใจของเราจะทำการจดจำรสชาติของการพบเจอความย่ำแย่ เราจะหลีกเลี่ยงคนในลักษณะนั้นไปโดยปริยาย

แต่กับเรื่องของความรักที่ค่อนข้างซับซ้อนสักหน่อย ในมุมของผู้ถูกกระทำให้เกิดความเจ็บช้ำอยู่เสมอ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นกระบวนการฝังใจก็ยังทำงานแต่ไม่เต็มที่ เพราะความรักและความผูกพันธ์ต่อกันคอยปลอบใจให้ฟันฝ่าอยู่ร่ำไป ในช่วงหนึ่งเราจะทนและยอมรับเพราะกำลังใจที่มีนั้นยังสู้ไหว กับเรื่องแย่ ๆ ที่พบเจอ แต่ถึงอย่างไรก็ตามทุกอย่างมีลิมิตของมัน

ในช่วงของการ เจ็บจนพอ การปลอบใจและรั้งเชือกตัวเองไว้ไม่ให้กลับไปเจ็บอีกคือ บาดแผลเดิม ๆ ที่เราไม่เคยคิดจะเยียวยามันแม้แต่น้อย และข้อดีอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้คือกระบวนการอาการ “แหยง” คนประเภทนี้ คนที่รังแต่จะทำให้เราต้องเสียใจเจ็บช้ำ และเป็นภูมิคุ้มกันการสังเกตและหลีกเลี่ยงการพบเจอหรือรู้จัก โดยการเตือนตัวเองว่า พอกันทีกับคนแบบนี้