แชร์ประสบการณ์ติด ตม. เกาหลี ทำยังไงถึงถูกปล่อยตัว?

ภาพจาก www.chilloutkorea.com

เป็นเรื่องที่หลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วกับ ตม. หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศเกาหลีใต้ ที่ใครก็ต่างขนานนามว่าโหดสุดๆ โดยเฉพาะกับคนไทย ซึ่งสาเหตุที่เขาต้องเข้มงวดกับคนไทยเป็นพิเศษ ก็เพราะว่ามีคนไทยจำนวนมาก พยายามลักลอบและเข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในประเทศเกาหลีใต้ จึงทำให้การเข้าประเทศเกาหลีใต้ของคนไทย กลายเป็นเรื่องที่จิตตก แม้แต่คนที่ตั้งใจจะไปเที่ยวจริงๆ ก็กลัวที่จะไม่ผ่าน ตม.

ซึ่งวันนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์การติด ตม. ที่เกาหลีให้ฟังกัน บอกก่อนว่าเราตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ ไม่ได้จะไปขายแรงงานแต่อย่างใด และแน่นอนว่าเราถูกปล่อยตัวออกมาภายใน 2 ชั่วโมง หลายคนอาจจะมองว่านานจัง แต่เป็นเพราะว่าก่อนหน้านั้น มีคนไทยและชาติอื่นอีกหลายสิบคน ติดอยู่ใน ตม. ด้วย จึงทำให้การกรอกข้อมูล การสอบถาม และการสัมภาษณ์ ค่อนข้างเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งเราก็ต้องตั้งสติไว้ก่อน อย่าพึ่งโวยวาย

ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินอินชอน ของประเทศเกาหลีใต้นั้น จะแบ่งเป็นช่องๆ เรียงยาว ซึ่งถ้าช่องใดว่างจะมีเจ้าหน้าที่เรียกให้เข้าไปทันที เนื่องจากว่าผู้โดยสารเยอะ พอเข้าไปในช่อง ตม. เราก็ยื่นพาสปอร์ตและใบเข้าเมืองหรือ Arrival Card ให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งตรงนี้เขาจะถามคำถามเราปกติทั่วไป เช่น มากี่วัน มากับใคร จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เป็นต้น หรือบางคนก็ไม่ถูกถามเลยสักคำถาม นี่จึงกลายเป็นข้อสงสัยว่าทำไมบางคนถึงไม่ถูกถาม?

เป็นเพราะว่าเดินทางมาหลายประเทศแล้ว หรือว่าแต่งตัวดีเหรอ บอกเลยว่าไม่มีอะไรที่สามารถการันตีได้ เพราะว่ามันเป็นการสุ่มคนถาม และยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ ตม. ล้วนๆ แถมไม่เกี่ยวด้วยว่า ตม.ผู้หญิง จะใจดีกว่า ตม.ผู้ชาย หรือ ตม.ผู้ชาย จะใจดีกว่า ตม.ผู้หญิง รวมถึงนั่งสายการบินใดก็ไม่ได้มีส่วนช่วย แต่เมื่อเราถูกสุ่มถาม ขอให้ตั้งใจฟังดีๆ นะ เพราะว่าสำเนียงภาษาอังกฤษของคนเกาหลีบางคนค่อนข้างฟังยาก ทำให้บางครั้งเราอาจจะฟังไม่ทันหรือไม่เข้าใจได้ ถ้าหากผ่านเขาจะให้เราสแกนนิ้วชี้สองข้างและถ่ายรูป พร้อมแนบใบข้อมูลเป็นกระดาษเล็กๆ มาในพาสปอร์ต แทนการประทับตรา

กลับมาที่การติด ตม. เกาหลี ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่พิจารณาเบื้องต้นแล้ว แต่อยากจะสอบถามเรามากกว่านี้ เขาก็จะทำการกดปุ่มเรียกเจ้าหน้าที่อีกคน ให้มาพาเราเดินไปยังห้องซักถามและกรอกข้อมูล หรือที่คนไทยชอบเรียกกันว่า “ห้องดำ” เมื่อเข้ามาภายในห้องเจ้าหน้าที่ก็จะถามว่า เราเดินทางมากับใคร มาคนเดียวหรือเปล่า พร้อมกับยื่นกระดาษ 1 แผ่นให้เรากรอกข้อมูล ซึ่งใบนั้นจะเป็นภาษาไทยและภาษาเกาหลี (สำหรับคนไทย)

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสติกระเจิงไปแล้ว เพราะว่าหากตั้งใจมาเที่ยวจริงๆ หลายคนก็คงจะโมโหและรู้สึกโกรธว่าทำไมเราไม่ผ่าน แต่อย่างไรก็ดีขอให้ตั้งสติไว้ก่อน และตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่ไป สำหรับกรณีที่เดินทางมากับเพื่อน ก็ขอให้บอกชื่อเพื่อน หรือยื่นใบจองตั๋วของกลุ่มคุณไปได้เลย เจ้าหน้าที่จะทำการออกไปเรียกชื่อเพื่อนของคุณที่ผ่าน ตม. ให้ แต่ถ้าเขาเรียกแล้วไม่พบว่ามีใครมาแสดงตัว เขาจะเชิญคุณไปยังห้องที่ 2 หรือที่คนไทยเรียกกันอีกว่า “ห้องเย็น”

ซึ่งต่อไปนี้แหละของจริง! เพราะเปอร์เซ็นต์ที่จะถูกส่งกลับมีสูงมาก และว่ากันว่ามีเพียง 1% เท่านั้น ที่จะทำให้ถูกปล่อยตัวออกมาจากการเข้าห้องเย็นแล้ว โดยเราเองไปจนถึงห้องที่ 2 เนื่องจากเพื่อนที่มาด้วยกัน ผ่าน ตม. แล้ว แต่รีบไปเข้าห้องน้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่ออกไปเรียกชื่อ จึงไม่ได้มาแสดงตัว เรียกได้ว่าซวยไปอีกแถมตอนนั้นเราเองก็เริ่มลนลานแล้ว เพราะตั้งใจมาเที่ยวแต่กลับต้องมาเสียเวลา ติด ตม. แถมไม่รู้ว่าจะถูกปล่อยตัวหรือไม่ ตอนไหน

แต่ สิ่งที่ช่วยให้เราผ่านไปได้นั่นก็คือ ภาษาอังกฤษ และการไม่ยอมนิ่งเฉย เอกสารหลักฐานที่มีมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ใบจองตั๋วไป-กลับ ที่พัก แพลนเที่ยว หนังสือรับรองการทำงาน ขอให้แสดงแก่เจ้าหน้าที่และยื่นให้เขาทั้งหมด แต่ถ้าถามว่าเอกสารเหล่านี้เขาดูมั้ย บอกเลยว่าไม่ แต่อย่างน้อยมันก็อุ่นใจ และช่วยได้อยู่นิดหน่อย พอไปถึงห้องเย็นเจ้าหน้าที่จะให้คุณกรอกข้อมูล ในใบที่ว่าจากข้างต้นให้เสร็จเรียบร้อย

แต่ขอบอกนิดนึงว่าในใบนั้นช่องรองสุดท้าย เขาจะถามเราเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ซึ่งจะให้ใส่เครื่องหมายถูกว่าเจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับเรารึยัง แนะนำว่าอย่าไปติ๊กและอย่าเซ็นชื่อในช่องสุดท้าย รวมถึงอย่ารออย่างเดียว ให้เดินไปถามเจ้าหน้าที่บ้างว่าเราต้องทำยังไงต่อ เพื่อเป็นการแสดงเจตนาว่า เราต้องการมาเที่ยวในประเทศของคุณจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าให้ไปโวยวายใส่เขานะ และพยายามติดต่อเพื่อนที่ผ่าน ตม. ซึ่งมาด้วยกัน ให้เขามาแสดงตัวหรือมารออยู่ด้านหลังด่านตรวจคนเข้าเมือง เพราะจะมีเจ้าหน้าที่ออกมาเรียกชื่อคนอื่นๆ อีก (แต่จากด่านและห้องเย็นมันไม่ได้ใกล้กันนะ)

หลังจากนั้นก็รอเจ้าหน้าที่เรียกสัมภาษณ์ ระหว่างรอเขาจะไปเอากระเป๋าที่เราทำการโหลดใต้ท้องเครื่องมาให้ก่อน ส่วนในขั้นตอนการสัมภาษณ์นี้จะมีล่ามภาษาไทย อยู่ในสายโทรศัพท์ในเรายกหูคุยกับเขา โดยที่เจ้าหน้าที่ ตม. เกาหลีจะนั่งตรงหน้าเรา (มีกระจกกั้น) และแน่นอนว่าเขาก็อยู่ในสายด้วย เจ้าหน้าที่จะทำการถามเป็นภาษาเกาหลี เพื่อให้ล่ามแปลอีกที โดยเราก็ตอบเป็นภาษาไทยนี่แหละ และล่ามก็จะแปลให้ บอกก่อนว่าล่ามเขาก็ไม่ได้ทำการช่วยเหลือเราแต่อย่างใด

สำหรับคำถามก็จะเดิมๆ เช่น มาทำอะไรที่เกาหลี มากี่วัน ทำอาชีพอะไร เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ให้เราตอบไปตามความจริง และพยายามแสดงหลักฐานกับเจ้าหน้าที่ ในกรณีของเราคือเจ้าหน้าที่ถามแค่ 3 คำถามตามข้างต้นเท่านั้น เพราะเราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เจ้าหน้าที่ ตม.เกาหลี จึงคุยกับเราโดยตรง และขอดูภายในโทรศัพท์มือถือเพื่อเป็นการยืนยัน ซึ่งที่เขาขอดูก็คือผลงานการทำงานที่ประเทศไทย และขอเปิดกระเป๋าเดินทาง

หลังจากนั้นเขาก็โอเคให้เรารอไม่ถึง 5 นาที เขาก็ออกใบข้อมูลเล็กๆ แนบมาคืนให้กับพาสปอร์ต และพาเราออกไปจากห้องนั้นทันที สรุปก็คือทั้งหมดที่ผ่านมาได้ ก็เพราะสติและภาษาอังกฤษ ที่แม้จะไม่ได้พูดคล่องขนาดนั้น แต่ขอแนะนำว่าให้คุยและพยายามสื่อสารให้รู้เรื่อง แสดงเจตนาอันดีและบริสุทธิ์ แค่นี้เราก็จะได้ออกมาเที่ยวแล้ว แม้จะเฟลๆ อยู่บ้างก็ตาม

ความจริงแล้วยังมีห้องสุดท้ายอีก คือห้องที่ 3 ส่วนตัวขอเรียกว่า “ห้องเชือด” เพราะถ้าไม่ผ่านการสัมภาษณ์จากห้องที่ 2 จะต้องรอและถูกเชิญมายังห้องนี้ ซึ่งเป็นห้องที่มีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองอยู่ โดยเขาจะให้เราเซ็นปฏิเสธการเข้าเมือง และรอการส่งกลับประเทศไทยนั่นเอง