อะไรคือโมเดลธุรกิจแบบ Freemium และทำไมถึงเป็นที่นิยม

ด้วยการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ ๆ การคิดค้นทางการตลาดจึงไม่หยุดนิ่ง หรือต้องบอกว่าหยุดนิ่งเป็นไม่ได้ ต้องวิ่งตามเทรนด์โลกเพื่อไม่ให้เกิดความน้อยหน้าใคร และด้วยยุคที่อะไรหลาย ๆ อย่างมีสิ่งเอื้ออำนวยเยอะและข้อจำกัดค่อนข้างน้อย แต่สิ่งที่กำลังมาแรงในกลยุทธ์ทางธุรกิจตอนนี้ก็คือ โมเดลธุรกิจแบบ Freemium ซึ่งอยู่ในโปรดักส์ที่เป็นซอฟแวร์และแอปพลิเคชั่น เป็นหลัก

Freemium คือ รูปแบบการให้บริการกับลูกค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายซึ่งแปลว่า Free แต่จะตัดบางฟีเจอร์สำคัญไว้สำหรับผู้ใช้บริการที่เสียเงินปลดล็อคในส่วนนี้ โดยกั๊กไว้เป็นบริการแบบ Premium ซึ่งจะมีลูกเล่นหรือผู้ใช้งานสามารถทำอะไรได้มากกว่าการใช้งานแบบฟรี ๆ

โดยรูปแบบ Freemium แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรูปแบบที่เรามักคุ้นชินกันก่อนหน้านี้อย่าง Free Trial ซึ่งเป็นการให้ทดลองใช้ฟรีแบบจำกัดวัน ซึ่งเมื่อครบอายุจะไม่สามารถใช้ต่อได้ต้องเสียเงินซื้อเท่านั้น

เพราะเหตุใดจึงกลายเป็นโมเดลที่ธุรกิจเลือกใช้

ด้วยการเข้าถึงผู้คนอย่างมากมายมหาศาล จึงกล่าวได้ว่าเป็นทางเลือกที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนี้ซึ่งเป็นยุคที่คนเข้าถึงการให้บริการในรูปแบบออนไลน์กันอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้งานแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ มีความโดดเด่นอย่างมากทั้งในแง่ของประโยชน์ของผู้ใช้งานและผู้ประกอบการเอง

โดยสามารถกล่าวได้ว่า ระบบ Freemium ตีตลาดด้วยผู้ใช้ที่ไม่เสียเงิน และสร้างรายได้จากผู้ใช้ระบบ Premium ตัวอย่างเช่น ประสบการณ์ที่เรา ๆ ได้พบเจอกันจำพวก แอปพลิเคชั่นที่ดาวน์โหลดมาฟรีนั้น เกือบทุกอันมักมีปุ่มสำหรับสมัครพรีเมียมมาให้ด้วยเพื่อการตัดสินใจ ซึ่งผู้ใช้งานฟรีก็จะยังใช้งานได้อย่างเต็มที่ไม่ถึงกับขาดหายอะไรไป อาจมีโฆษณาคั่นบ้างบางเวลา โดยเป็นข้อดีกับทั้งสองฝ่ายซึ่งหากการใช้งานเป็นที่น่าพอใจและมีฟีเจอร์เพิ่มเติมที่น่าสนใจ ลูกค้าก็จะเลือกเสียเงินเพิ่มได้ไม่ยาก

ธุรกิจที่โตได้ด้วย Freemium

Spotify หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในหมู่แอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งฟังเพลง โดยมีผู้ใช้งานกว่า 140 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีลูกค้าที่ใช้บริการแบบ Premium ถึง 27 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นจำนวนที่สูงมาก นอกจากนี้ยังมีรายได้จากโฆษณาในแอปฯที่สูงมาก ๆ อีกด้วย

ความแตกต่างของระดับการใช้งานแบบฟรีและเสียเงินคือ การไม่มีโฆษณาคั่น การข้ามเพลงอย่างไม่จำกัด การดาวน์โหลดเพลงฟังแบบออฟไลน์ โดยหากมองเพียงเผิน ๆ อาจเห็นว่าไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ในแง่ของการใช้งานที่ตอบสนองผู้ใช้บริการได้ดีกว่าในแง่ของประสบการณ์และความสะดวก จึงดึงดูดให้คนเลือกใช้แบบ Premium ได้มาก

ด้วยความเข้าใจง่ายและเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าการมองถึงการขายเพียงอย่างเดียว ให้การเปิดประสบการณ์โดยตรงกับการใช้งานได้ตลอดเวลาแม้ไม่ซื้อก็ตาม แต่นำเสนอข้อดีในแง่ของการใช้งานที่ต้องจ่ายเงินเพื่อ Premium ดึงดูดความสนใจเสมอโดยไม่คาดคั้น อีกทั้งสิ่งสำคัญที่จะสามารถทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้คือความซื่อสัตย์และจริงใจในรายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตการให้บริการ เพราะหากมีการโฆษณาเกินจริงและดูมีลับลมคมในที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกหักหลัง แบบนี้คงไม่สวยแน่ ๆ