[รีวิว] It Chapter 2 บทสรุป เพนนิไวส์ ที่ดังเป็นพลุแตก

หากใครอ่านนิยายของ สตีเฟ่น คิง มาคงเป็นแฟนคลับตัวยงของหนังเรื่องนี้แน่นอน นั่นก็คือ It มันมาจากนรก ซึ่งเป็นเรื่องราวของเมืองเดอร์รี่ ที่มีเด็กสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ มันเริ่มมาจากน้องชายของ บิลลี่ ที่ชื่อว่า จอร์จจี้ ไปเล่นข้างนอกช่วงฝนตกแล้วทำเรือกระดาษที่บิลลี่ทำให้หายไป จนไปเจอ “มัน” เก็บไว้ได้แล้วลากจอร์จจี้ลงไปกินในท่อ แล้วเด็ก ๆ ในเมืองนั้นก็พบเจอ “มัน” ในรูปแบบตัวตลกที่คอยหลอกล่อแล้วหายไปจนไม่กลับมาอีกเลย

จน Loser Club ที่นำโดย บิลลี่ และพวกพ้องทั้งหมด 7 คน ร่วมกันสืบสาเหตุว่าสิ่งนี้มันคืออะไร จนรู้สาเหตุได้ว่ามันคือบางอย่างที่โจมตีเด็ก ๆ ด้วยความกลัวและผู้ใหญ่มองไม่เห็น “มัน” ทำให้เด็ก ๆ ต้องปราบมันให้ได้ไม่งั้นมันจะกลับมาในอีก 27 ปีข้างหน้า สุดท้ายแล้วมันก็แพ้เด็ก ๆ กลุ่มนี้แล้วหายไปรอคอยการกลับมาเพื่อแก้แค้น

ผ่านมา 27 ปี ที่ทุกคนต่างเป็นวัยผู้ใหญ่กันหมด การงานที่มั่นคง บางคนมีครอบครัว จนหลงลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก แต่มีสิ่งหนึ่งที่รวบรวมพวกเขากลับมาได้ก็คือ ไมค์ ที่อยู่ที่เมืองเดิมคอยรอการกลับมาของ มัน และต้องการปราบมันให้สิ้นซาก ในหนังเล่าถึงการกลับมาของแต่ละคนและเล่าเหตุการสลับไปมาในช่วงวัยเด็กให้เราเห็นถึงความหลังของตัวละครนั้น ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงวัยเด็ก ซึ่งแต่ละคนก็เจอวัยเด็กที่ต่างกันไปและก็จะเจอ มัน ในรูปแบบที่ต่างจากเดิม กลายเป็นว่าความกลัวได้บดบังทุกสิ่งในวัยผู้ใหญ่ที่มีความกลัวมากขึ้นไม่เหมือนตอนเด็ก มันก็เล่นกับจิตใจเหล่านี้และค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะต้องชนะแน่นอน

จากการที่บอกในข้างต้น เมื่อหนังเล่าเรื่องของแต่ละคน รวมแล้ว 7 คนด้วยกัน เลยทำให้หนังมีความเฉื่อยอยู่พอสมควร จากที่ภาคแรกได้ปล่อยของกระจุยกระจาย Jumpscare พอมาภาคนี้ปูบทตัวละครเลยทำให้ดรอปลงไปพอสมควรไม่ค่อยมีหวือหวาเท่าภาคแรก แต่ก็เป็นที่ยอมรับได้ไม่น่าเบื่อจนเกินไป แต่สิ่งหนึ่งที่หนังพลาดก็คือ คนดูส่วนมากก็ไม่ได้อ่านนิยายมาก่อนดังนั้นจึงมีบางส่วนของหนังที่เติมมาแล้วรู้สึกว่า ยัดมาใส่แบบนี้ก็ได้หรอ แก้ปัญหาแบบนี้นี่เอง ตัวละครลับคือใครก็ไม่รู้ทำไมถึงเพิ่งโผล่มาและการโผล่มาของเขา ซึ่งเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และแกนหลักของเรื่อง แต่กลับไม่มีบทบาทอะไรเลยนอกจากให้แค่สิ่งของสิ่งหนึ่งเท่านั้น รวมถึงความน่ากลัว ชวนผวา เล่นเอาแทบนอนไม่หลับในภาคแรก พอมาภาคสองเลยจัดให้หลับคาโรงกันระนาวในช่วงกลางเรื่อง แต่ถ้าคนดูภาคแรกมาก็คงติดตามว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คงไม่มีใครหลับอย่างแน่นอน

และที่สำคัญปมของหนังในภาคแรกก็ไม่ได้ถูกคลี่คลายทั้งหมด เป็นเพียงการเล่าให้มันจบเหมือนในนิยาย ซึ่งไม่แน่ว่าฟุตเทจที่ตัดออกไปนั้นอาจจะมีอะไรสำคัญซ่อนอยู่ก็เป็นได้ แต่พอมาเป็นหนังเลยเข้าใจแล้วว่าทำไม”มัน” ถึงเป็นซีรีส์ในทีวีมาก่อน เพราะจะได้มีช่วงขยายความให้ตัวละครแต่ละตัวได้ปูบทภูมิหลังมาแต่เนิ่น ๆ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อเสียที่หนังส่วนใหญ่แก้ไม่ได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ควรทำนั่นก็คือ ควรไปดูให้ทันห้ามพลาดเลยแม้แต่ฉากเดียว ยิ่งฉากตอนต้นเรื่อง จะบอกสงสารก็สงสารแต่ถ้าทั้งเรื่องเป็นแบบต้นเรื่องจริง ๆ หนังคงดาร์คและหดหู่มาก บอกไม่ได้จริง ๆ เดี๋ยวจะหาว่าสปอยแต่มันสะเทือนใจจริง ๆ สำหรับฉากเปิดเรื่อง และที่สำคัญสิ่งที่อยากจะบอกสำหรับหนังเรื่องนี้ก็คือ มันสนุกในแบบที่มันควรจะเป็น คาแรกเตอร์ตัวละครต่าง ๆ ก็แคสกันมาค่อนข้างดี แถมสื่ออารมณ์ได้เหมือนเดิมอย่างกับทำให้เรารู้สึกว่านี่คือเด็กที่ผ่านมาเป็นผู้ใหญ่ในวัย 27 ปีข้างหน้าจริง ๆ และถ้าถามว่าสนุกมากขนาดไหนก็คงอยากให้คิดและเปรียบเทียบว่า ถ้าหากหนังเรื่อง แฟนฉัน มีฉากตอนโตคุณคิดว่ามันจะสนุกสำหรับคุณหรือเปล่า

คะแนนความน่าดู 7.5/10