เมื่อถึงจุดที่คนไทยกังวลด้านเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง

ข่าวคราวที่เราพบเห็นและได้อ่านกันทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต ทั้งมวลนี้ต่างสะท้อนถึงความเป็นไปของสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันให้เห็นเด่นชัดมากที่สุด เราสามารถวิเคราะห์ภาพรวมของระบบสังคมในขณะนั้น ๆ ได้จากข่าวสารที่ได้รับพร้อมประเมินสถานการณ์เหล่านั้นได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกับเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

สามสิ่งนี้คือตัววัดสถานการณ์ของสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ได้ดีที่สุด เพราะหากสภาพสังคมอยู่ในจุดที่ตกต่ำนั่นก็เป็นเพราะการส่งผลของระบบทั้งสามระบบนี้เอง

และเป็นใครไปไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากสถาณการณ์ปัจจุบันของสังคมนอกจากประชาชนในสังคมนั้นเอง โดยข้อมูลล่าสุดจากดุสิตโพลที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนต่างวิตกกังวลกับ ด้านเศรษฐกิจ 62.39% ด้านการเมือง 43.76% ด้านสังคม 54.81%

เศรษฐกิจน่าเป็นห่วง คนจึงห่วงเป็นอันดับ 1

เห็นได้ชัดเจนเลยว่า อันดับที่สูงที่สุดที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นห่วงและวิตกกังวลคือเรื่องของเศรษฐกิจในประเทศ โดยแยกย่อยได้อีกว่า เป็นเรื่องของค่าครองชีพสูงและข้าวของแพง เรื่องหนี้สิน เศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงปัญหาว่างงาน ซึ่งหากถามว่าแปลกใจไหม? หลายคนอาจไม่แปลกใจที่ความวิตกกังวลไปกระจุกอยู่ที่เรื่องของเศรษฐกิจมากที่สุด

ด้วยผลกระทบจากการค้าโลก อีกทั้งยังมีผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และโครงสร้างของเศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแอ ดังจะเห็นได้จากสถิติของหนี้ครัวเรือนที่สูงมากขึ้นจนติดอันดับต้น ๆ ของโลก รวมทั้งปัญหาภัยแล้งที่ทำให้พืชผลทางการเกษตรไม่ได้จำนวนที่มากพอเพราะขาดแคลนน้ำในช่วงหนึ่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความทรุดตัวและซบเซาของเศรษฐกิจในประเทศ

ซึ่งหากเพียงจะมองเพียงแค่เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลก็ไม่อาจเปลี่ยนสถานการณ์ดังกล่าวได้ ทางรัฐบาลเองต้องเล็งเห็นวิธีแก้ไขอย่างตรงจุดโดยเร็ว ซึ่งถือเป็นความท้าทางความสามารถของรัฐบาลในการหาหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมากกว่าตอนนี้ ซึ่งหน้าที่ของประชาชนในการดิ้นรนผจญชีวิตประจำวันนั้นไม่ว่าใครต่างก็ต้องพึ่งพาตนเองเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว แต่หากมีการบริหารงานและกระตุ้นที่ดีจากภาครัฐควบคู่ไปด้วยการฟื้นตัวย่อมต้องดีกว่านี้

ซึ่งในส่วนของความวิตกเรื่องการเมืองนั้นแม้จะน้อยกว่าด้านเศรษฐกิจแต่ยังถือว่าเป็นจำนวนที่มากอยู่ แต่อาจเป็นเพราะกระแสความร้อนแรงของการเมืองอยู่ในจุดที่ประชาชนรอคอยการทำงานเพื่อประชาชนอย่างใจจดใจจ่อและกระแสได้ซาลงในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความเป็นห่วงเรื่องของความประพฤตินักการเมืองและคอร์รัปชั่น ประชาชนก็ยังคอยจับตาและติดตามอย่างต่อเนื่องอยู่

ผลกระทบของพิษเศรษฐกิจตอนนี้หากดูจากข่าวคราว ความทรุดตัวและตกต่ำของเศรษฐกิจตอนนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเครียดและคิดสั้นแทบจะรายวัน ซึ่งข้อมูลตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐควรจะนิ่งนอนใจหรือมองข้าม เพราะปากท้องของประชาชนนั้นสำคัญ เนื่องจากการค้าและการลงทุนชะงักลงความเดือดร้อนจึงก่อตัวและแผ่อุณหภูมิมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากถึงจุดเดือดเมื่อไหร่คาดว่าคนที่ถูกลวกเจ็บที่สุดก็คือรัฐบาลเอง