PK : ประโยคสัญลักษณ์ที่ใช้ความใสซื่อเป็นตัวตั้ง บวกด้วยการตั้งคำถาม และคูณด้วยการพิสูจน์

หากจะพูดถึงหนังสักเรื่องที่ภายในแกนหลักของหนังมีเนื้อความและประเด็นที่จิกกัดเสียดสีหลาย ๆ วงการในเรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นด้านศาสนาที่เป็นเรื่องค่อนข้างอ่อนไหวและยากที่จะแตะต้องโดยปราศจากความโกรธาของศาสนิกชนในภายหลัง PK ถือเป็นหนึ่งเรื่องที่เปรียบเสมือนมดคันไฟที่ทั้งวงการศาสนา ตำรวจ สื่อ ดูแล้วต้องแสบ ๆ คัน ๆ แต่โกรธไม่ลงอย่างแน่นอน

PK (2014) ภาพยนตร์สัญชาติอินเดียว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ต่างดาวตนหนึ่งถูกส่งมายังโลกเพื่อทำการวิจัย แต่แล้วเพียงแค่ลงมาเหยียบพื้นโลกได้ไม่ทันไร ก็ดันถูกมือดีฉกฉวยรีโมทควบคุมยานหายไป ปล่อยให้มนุษย์ต่างดาวตัวเอก(อาเมียร์ ข่าน) ยืนเหวออยู่กับร่างที่เปลือยเปล่า และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้

จากการเริ่มต้นด้วยความ ไซไฟ ได้ชั่วครู่โทนหนังก็เปลี่ยนไป ตัวเอกกลายเป็นคนหลงทางไม่ต่างจากคนเร่ร่อนที่คอยดิ้นรนตามหารีโมทของตนเองอยู่ตลอดเวลา ตลอดระยะเวลาในช่วงนี้หนังเล่าเรื่องของความไร้เดียวสาของตัวเอกที่ต้องคอยสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ ส่วนหนึ่งเพื่อความอยู่รอด ซึ่งตัวหนังเล่าเรื่องการตกที่นั่งลำบากด้วยความตลกไม่ว่าด้วยมุกหรือท่าทาง ก็ล้วนพาให้คิดตามได้ว่า “เออ ก็จริงของมัน”

เสมือนเป็นการละลายพฤติกรรมของคนดูให้มีความนึกคิดเทียบเท่ากับตัว PK (ชื่อที่คนเรียกพระเอกซึ่งแปลว่า คนเมา) เหมือนดั่งการเริ่มต้นความเข้าใจใหม่เป็น 0 อย่าง PK ที่ค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างการใส่เสื้อผ้าแบบแยกเพศ การใช้เงินเพื่อแลกกับอาหาร และถึงแก่นของเรื่องเมื่อเขาไปขอความช่วยเหลือในการตามหารีโมทของตัวเอง แต่ได้รับคำตอบแกมไล่อย่างไม่ใยดีมาว่า “ไปถามหาเอาจากพระเจ้าสิ” “ขอให้พระเจ้าช่วยสิ”

หลังจากนั้นความโกลาหลก็เริ่มขึ้น PK ใช้ความใสซื่อนำพาคนดูตามหาพระเจ้าเพื่อหวังว่าจะเป็นหนทางของการตามหาของสำคัญของเขาเอง โดยการเดินทางเล่าเรื่องผ่านการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ของแต่ละศาสนาที่ศาสนิกต่างเชื่อว่าเป็นการติดต่อกับพระเจ้าที่ตนศรัทธา จนพบว่าบนโลกนี้มีพระเจ้าหลายองค์ตามแต่ละคนนับถือ ซึ่งแต่ละองค์ก็มีพิธีกรรมและประเพณีในการบูชาแตกต่างกันไป อีกทั้งการติดต่อพระเจ้าต้องทำผ่านพิธีกรรมทั้งการเคารพบูชาเทวรูป และพิธีต่าง ๆ รวมถึงการแลกด้วยเงิน จนตัว PK นึกสงสัยและตั้งคำถามขึ้นมามากมายต่อการมีอยู่ของพระเจ้า ว่าแท้ที่จริงแล้วพระเจ้าสร้างเรา หรือเราสร้างพระเจ้าขึ้นมากันแน่ แล้วการติดต่อกับพระเจ้าทำไมไม่สามารถทำได้โดยตรง

และตัวหนังยังพาเราไปร่วมพิสูจน์ความเชื่อของคนด้วยกลวิธีต่าง ๆ ทำให้พบว่าแท้จริงแล้วเราเชื่อเพราะเราได้สัมผัสจริง ๆ หรือเชื่อเพราะเขาบอกให้เชื่อกันแน่ จวบจนการท้าพิสูจน์ธุรกิจที่ใช้ศาสนาหากินโดยการอ้างบุคคลที่บอกว่าสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้หรือเป็นตัวแทนของพระเจ้าเอง ผ่านการทำบุญด้วยเงินตรา

อ่านมาถึงจุดนี้แล้ว หลายคนอาจคิดว่า PK คือหนังห่าม ๆ ขวานผ่าซากที่เอาแต่จะดูหมิ่นความเชื่อของศาสนิกชนทั่วไป แต่เปล่าเลย ตัวหนังและการกระทำของตัวละครพาให้เราคิดตามอย่างมีเหตุและผล ด้วยตัวละครที่เปรียบดังผ้าขาวไม่รู้เรื่องรู้ราวผ่านการพบเจอประสบการณ์ต่าง ๆ นำสู่การตั้งคำถามถึงเหตุของการกระทำว่าจะนำมาซึ่งผลอันใดบ้าง ผ่านความตลกที่ทำให้คนดูขบขันและคิดตามได้แบบไม่ซับซ้อน เรียกว่าเป็นการแตะต้องเรื่องซีเรียสที่สุดของคนอย่างศาสนาให้ซอฟท์และย่อยง่าย ยิ่งในประเทศอินเดียซึ่งเป็นดินแดนแห่งความเชื่อด้วยแล้วนับว่าเสี่ยงไม่เบา

เปรียบได้กับการตั้งโจทย์ทางคณิตศาสตร์ด้วยประโยคสัญลักษณ์ง่าย ๆ ด้วยการใช้ความใสซื่อเป็นตัวตั้งบวกด้วยการตั้งคำถามและคูณเข้าไปด้วยการพิสูจน์ เพื่อการย่อยกรองของคนดูเอง จนกลายเป็นผลลัพธ์ที่คนดูอาจตีความออกมาไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่แน่นอนสิ่งที่ทุกคนได้ทำแล้วคือการตั้งคำถามเพื่อหาเหตุและผลของสิ่งที่กำลังดำเนินไปอยู่ในสังคมทุกวันนี้

ถึงแม้ตัวหนังจะออกฉายมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ประเด็นที่ถ่ายทอดยังคงสามารถเสพได้อยู่ในสมัยนี้ ถึงแม้หลายคนอาจมีอคติไม่ถูกกับรสนิยมหนัง บอลลีวูด แต่หากเพียงลองเปิดใจมองข้ามและรับชมแก่นของหนังจริง ๆ เพียงไม่ถึงกลางเรื่องคุณก็จะไม่สามารถละสายตาจากหน้าจอได้เลยล่ะ