ชวนคุยเรื่องเศรษฐกิจและอย่าเพิ่งมโนกันไปไกล

คำเตือน : คอลัมน์วันนี้จะมีเนื้อหายาวกว่าปกติ และ เน้นไปที่เรื่องเศรษฐกิจ ถ้าคุณผู้อ่านไม่ชอบ ไม่อยากเครียดก็ข้ามไปเลยค่ะ 

สัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับคนที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจการเงิน มาโดยตลอด น่าจะได้เห็นปฎิกิริยาตอบกลับจากสังคม โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ที่หันมาสนใจ ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ กันมากขึ้น แม้ภาวะดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย แต่กับข่าวช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อสภาพัฒน์ฯ ออกมาประกาศว่าคนไทยเป็นหนี้ครัวเรือนติดอันดับที่สองของเอเชีย พอปลายสัปดาห์ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มาย้ำด้วยเรื่องความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเมืองไทยลดลง

สถานการณ์ด้านอื่นก็ไม่ค่อยจะดีเพราะค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ ซัดด้วยเรื่องสงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน แค่นี้ก็ทำให้หลายคนหวั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยจะถอยหลังลงคลอง แล้วจะเกิดเหตุการณ์เหมือนปี 2540 ขึ้น พอมาถึงตรงนี้ต้องขออนุญาตเบรคท่านที่คิดมากกันก่อน ขอเบรคในฐานะที่เป็นคนหนึ่งทีอยู่ในวัยทำงานช่วงปี 2540 ผ่านประสบการณ์ช่วงดังกล่าวมาแล้ว เศรษฐกิจที่หลายคนบอกว่าไม่ดีช่วงนี้ ยังไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดปี 2540 หรอกค่ะ

เศรษฐกิจ ในช่วงนี้ใครก็บอกว่าแย่ เพราะกำลังซื้อถดถอย คนเดินห้างน้อยลง ส่งออกก็ลำบาก แต่ สถาบันการเงินยังแข็งแกร่ง ถ้าเช่นนั้น เรามาพิจารณาเป็นเรื่องๆไปค่ะ เริ่มจากกำลังซื้อถดถอยเรื่องนี้สัมพันธ์กับหนี้ครัวเรือน ที่สภาพัฒน์ฯ ประกาศไปเมื่อสัปดาห์ก่อนเพราะชนชั้นกลาง หรือ มนุษย์เงินเดือนนั้น ต่างก่อหนี้ด้วยสองมือของตนเอง ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ในอดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น

แต่ เน้นนะคะว่า “แต่” เพราะชนชั้นกลางในช่วง 10 ปีหลังสุดก่อหนี้บ้านแบบไม่เก็บเงินดาวน์ ธนาคารปล่อยกู้แบบ 100 – 110 เปอร์เซนต์ บางครอบครัวสามีภรรยา มีเงินเดือนรวมกันประมาณ 1 แสนบาท ซื้อบ้านหลังละ 10 ล้านบาท รถก็ต้องรถยุโรป ค่าใช้จ่ายเรียกว่าเกิน 60 เปอร์เซนต์ของรายได้ เหลือเงินอีก 40 เปอร์เซนต์กระดิกตัวทำอะไรก็ลำบากแล้ว ประกอบกับเศรษฐกิจมันตกสะเก็ดแบบนี้ บริษัท ห้างร้าน ทั้งหลาย ก็จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย เมื่อถึงเวลาดังกล่าว หากมีใครคนใดคนหนึ่งตกงาน ครอบครัวที่ใช้จ่ายอย่างฟู่ฟ่าแบบนี้ก็พร้อมที่จะ ล้มละลายได้ทันที และนั่นคือความน่ากลัวของหนี้ครัวเรือน ที่มีผลต่อเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ลักษณะนิสัยของผู้บริโภคในปัจจุบัน ก็เปลี่ยนไปด้วย คนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วัยทำงาน ชีวิตพวกเขามีความสุขมากกับการช้อปปิ้งออนไลน์ สั่งอาหารผ่าน Grab, Get หรือ Line Man  เวลาเรียกรถรับจ้างสาธารณะก็ไม่ไปยืนโบกข้างถนนแล้ว เรียกผ่าน แอพพลิเคชั่นสะดวกกว่า คนกลุ่มนี้ยินดีจะจ่ายเงินเดือนละร้อยกว่าบาทเพื่อ ฟังเพลงผ่าน Sportify และจ่ายเงินเพื่อดูหนังหรือซีรี่ย์จากแอพฯ สตรีมมิ่งที่มีอยู่อย่างมากมาย ลักษณะแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในกรุงเทพฯ แต่เกิดขึ้นทั้งประเทศ ดังนั้นธุรกิจที่ปรับตัวเร็วก็จะไม่ตกขบวนรถไฟ

ตอนนี้ธุรกิจช้อปปิ้งออนไลน์ กับโลจิสติก ในประเทศนั้นแข่งกันดุเดือดเลือดพล่าน ขณะที่ แวดวงสื่อสารมวลชนที่พากันหวาดผวาว่าจะตกงานเป็นพันนั้น เอาเข้าจริงทุกคนก็พยายามปรับตัวให้เข้าโหมดสื่อออนไลน์ เพื่อเข้าถึงคนเสพสื่อให้ได้ เพราะอย่างไรเสียเมื่อถึงเวลาต้องการเสพข่าวสารจริงๆ คนก็ต้องการสื่อที่เชื่อถือได้

จากประสบการณ์ที่เคยผ่านปี 2540 ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตินั้นดูเหมือนทุกอย่างเติบโตอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว เจ้าของธุรกิจกู้เงินจากต่างประเทศที่่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าในประเทศ เอามาใช้ในการลงทุน ไม่มีใครออมเงินทุกคนใช้เงินกันอย่างน่ากลัว พอรัฐบาลประกาศลอยตัวอัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ผลจากการที่ไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท (ยังจำได้ว่าตัวเองนั่นกินเหล้าอยู่แถวหลังสวน) ตื่นมาก็พบว่าอีกสองสัปดาห์ บริษัทที่ทำงานอยู่มีทุนของญี่ปุ่นเป็นหลัก จะต้องปิดตัวแล้ว)

อย่างเรานั้นแค่ว่างงานช่วงหนึ่ง แต่กับเจ้าของกิจการที่กู้เงินต่างชาติมาลงทุน จากที่คิดว่าจะเป็นหนี้แค่ 10 บาทกลายเป็นหนี้ 100 บาทเพียงแค่ข้ามคืน พอรัฐบาลประกาศรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ บรรดาสถาบันการเงินทั้งหลายก็ถูกปิดกันระเนระนาด ธนาคารที่คนรุ่นนี้ไม่รู้จักแล้ว อย่างธนาคารศรีนคร ธนาคารไทยทนุ ธนาคารแหลมทอง หรือ แม้แต่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ ล้วนกลายเป็นอดีตไปหมดแล้วปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้เมื่อเทียบกับปี 2540 นั้นยังห่างไกลกันมาก ทุกวันนี้ที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าบอกกับสื่อว่า ขายไม่ดี ก็ต้องกลับไปดูที่เหตุ เพราะคนบางกลุ่มไม่กล้าใช้เงินแม้จะมีเงินเนื่องจากไม่มีความเชื่อมั่นในสถานการณ์  คนบางกลุ่มเงินตึงตัวเกินไปเลยไม่รู้จะใช้ยังไง ขณะที่คนอีกบางกลุ่มใช้เงินปกติผ่านทางช่องทางที่พวกเขาสะดวกกว่า ดังนั้นคนที่ค้าขายในปัจจุบันคงต้องปรับตัว

ส่วนเศรษฐกิจระดับมหภาคของประเทศนั้นแม้จะมี เมกกะโปรเจค สร้างระบบขนส่งกันทั่วเมือง หรือ ระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ แต่เงินเหล่านี้ไปอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ไม่ได้ตกมาถึง ผู้ประกอบการรายย่อย (หรือ SME) และถึงแม้ กลุ่มทุนจะมาจ้างผู้ประกอบการรายย่อยต่ออีกทอด แต่ก็เป็นสัญญาจ้างที่กดราคา หรือ ไม่ก็ดึงระยะเวลาการชำระเงิน (สิ่งที่ SME ไทยต้องเจอคือการชำระเงินล่าช้าจากกลุ่มทุน บางเจ้านั้นเคยดึงกันขนาด 12 – 18 เดือนกันมาแล้ว ไม่ได้มโน เพราะเจอมากับตัวเอง) เรื่องแบบนี้ ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยด้วยนโยบายที่ต้องกระจายเงินทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อยให้ได้อย่างทั่วถึง

มาถึงบรรทัดนี้ต้องรีบขมวดจบแล้ว เพราะน่าจะเขียนยาวเกินกว่าที่คุณผู้อ่านจะอดทนอ่านได้  สรุปใจความสำคัญคือ เศรษฐกิจมันแย่ แต่ไม่ได้แย่ถึงขนาดทำอะไรไม่ได้ แต่มันแย่เพราะเกิดความเปลี่ยนแปลง และ เงินที่ภาครัฐสนับสนุนนั้นส่วนใหญ่แล้วไปอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่ ดังนั้นจะลงมือทำอะไรช่วงนี้ก็ต้องรอบคอบกันหน่อย (อันที่จริงก็ควรจะรอบคอบทุกครั้งที่จะลงมือตัดสินใจทำอะไร) เหนืออื่นใดคืออดทน อย่าตระหนกจนเกินเหตุ ติดตามข่าวสารและข้อเท็จจริง คุณจะผ่านไปได้ ส่วนภาครัฐจะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรก็ช่วยๆรีบกันหน่อย เพราะความเชื่อถือที่ลดลงเรื่อย คนก็จะหันไปเชื่อข่าวลือมากกว่าเรื่องจริง

คำสอนหนึ่งที่พ่อของผู้เขียนเคยพูดให้ฟังในช่วงเวลาที่ต้องต่อสู้เพื่อประคับประคองธุรกิจตัวเองท่านบอกว่า “เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ต้องตกแล้วก็ต้องขึ้นอีกเป็นเรื่องธรรมดา ชีวิตเราก็เป็นแบบนั้นแหละ” ซึ่งผู้เขียนก็เห็นเช่นนั้นจริง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ