เมื่อโลกที่เราคุ้นเคยกำลังจะเปลี่ยนไป

ถ้าวันนี้คุณเป็นคนที่อยู่ในวัยที่เห็นการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี จากยุคอนาลอก มาจนถึง ยุคดิจิทัล เชื่อว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งถ้าคุณอยู่ในแวดวงที่เรียกว่า Show Business หรือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน ด้วยแล้ว ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคือความเปลี่ยนแปลงที่เหมือนเกิดปรากฎการณ์ Disruptive กันเลยทีเดียว

ในช่วงสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผู้คนหลากหลายวัย ในแวดวงสื่อสารมวลชน และ ได้ฟังสิ่งที่น่าสนใจมาหลายเรื่อง เลยอยากเอามาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังกันค่ะ เรื่องแรก เป็นคนในแวดวงข่าวสาร ที่เคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ยุคที่หนังสือพิมพ์ยังมีสถานะดีอยู่ จนถึงวันที่ต้องแปรเปลี่ยนมาเป็นสื่อดิจิตัล ทุกคนลงความเห็นว่า ปรากฎการณ์แบบเดียวที่เกิดขึ้นกับ หนังสือพิมพ์ กำลังจะเกิดขึ้นกับ โทรทัศน์ ในอีกไม่นานเกินรอ

ที่เป็นเช่นนั้นก็น่าจะมีสาเหตุมาจากคนรุ่นใหม่ (ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าใหม่ขนาดทีนเอจนะคะ แต่เป็นพวกที่อายุ 35 ปีลงไป) คนกลุ่มนี้แทบไม่ค่อยได้ดูโทรทัศน์กันแล้ว หลังจากสอบถามและนั่งพูดคุยกับหลายคน ทุกคนบอกว่า ชอบดูคลิป หรือ ดูหนัง ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือ จอคอมพิวเตอร์ มากกว่าเพราะว่า สะดวกสบาย และ ได้ติดตามเฉพาะเนื้อหาที่ชอบ

“อ่าวแล้วข่าวสารละ จะติดตามกันอย่างไร ถ้าไม่ดูโทรทัศน์” ผู้เขียนร้องถามตามประสาคนยุคอนาลอกที่ยังยึดติดกับข่าวทีวี “ก็ตามจากทวิตเตอร์บ้าง ในเฟสบ้าง แต่ถ้ากลัวข่าวลวงก็ติดตามจากสำนักข่าวที่เดี๋ยวนี้ทั้งสำนักข่าวต่างประเทศ หรือ ในประเทศมีแอพให้โหลดซึ่ง มีข่าวส่งมาให้ตลอดเวลาอยู่แล้ว”

เรื่องที่สอง คือปรากฎการณ์ “ปรมาจารย์ลัทธิมาร”  ถ้าคุณผู้อ่านใช้ทวิตเตอร์ และ สังเกตุว่าเทรนด์ทวิตเตอร์ ตลอดทั้งสัปดาห์ที่แล้ว แฮชแทค “ปรมาจารย์ลัทธิมาร” นั้นติดอันดับทวิตเตอร์ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ เป็นเทรนด์ที่ไม่ต้องเอา เรตติ้งของสำนักไหนมาวัด เพราะนี่คือความนิยมที่เห็นอย่างชัดเจน

คุณผู้อ่านสงสัยใช่ไหมคะว่าแฮชแทค “ปรมาจารย์ลัทธิมาร” คืออะไร (คนที่รู้แล้วรบกวนข้ามช่วงนี้ไปได้ค่ะ) ปรมาจารย์ลัทธิมาร คือซีรีส์จีน ที่รับชมกันผ่าน แอปพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า WeTV หนึ่งในสื่อของ Tencent ที่ปัจจุบันเป็นเจ้าของ  Sanook.com จากกระแสตอบรับที่ติดเทรนด์ทั้งสัปดาห์นั้นแสดงให้เห็นว่า  ซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในหมู่ผู้ชมชาวไทย ด้วยเนื้อหา และ นักแสดง (ที่น่าจะถูกใจสายวาย)

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการเลือก ซีรีส์ ที่ทำให้ฮิตกระจายแบบนี้ เพราะซีรีส์เรื่องนี้ต้องรับชมผ่านแอพฯ WeTV เท่านั้น และ WeTV เองก็เพิ่งเปิดตัวในเมืองไทยมาไม่นาน (ประมาณ 4 เดือน) แต่ซีรีส์เรื่องนี้ กลับได้รับความนิยมแบบปากต่อปาก กลายเป็นว่าช่วงที่ซีรีส์เรื่องนี้ฉายอยู่นั้น แฮชแทค “ปรมาจารย์ลัทธิมาร” ติดเทรนด์อันดับหนึ่งทวิตเตอร์ทุกสัปดาห์

เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนนะคะว่า การรับชมสื่อของคนในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปมากขนาดไหน พวกเขาไม่ดูทีวี ไม่ได้สนใจรายการโทรทัศน์ที่มีมากกว่า 20 ช่องสักเท่าไร แต่พวกเขาเลือกที่จะรับชม เนื้อหาที่ชื่นชอบ และ มีสิทธิกำหนดเองว่าจะดูเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร

มาถึงตรงนี้ก็ให้นึกถึงกิจการ โทรทัศน์แบบตอบรับสมาชิก ที่ปัจจุบันมีอยู่เจ้าเดียว และ ยังคงเคลมว่ามีสมาชิกยกเลิกจำนวนน้อยมาก  แต่มีคำถามว่าแล้วสถานการณ์จะยั่งยืนไปอีกนานเท่าไร เมื่อทุกวันนี้ Content ที่เคยมีเฉพาะสมาชิกที่รับชมได้ กลายเป็น Content ที่ไม่ Exclusive อีกต่อไป เพราะสามารถรับชมในรูปแบบที่เรียกว่า OTT (Over the top TV) และมีให้เลือกอยู่หลายเจ้าทั้ง Netflix , Iflix, Viu, beIN Sport, Fox+, Amazon Prime หรือแม้แต่ WeTV นั่นก็ใช่ และยิ่งสิ้นปี ค่ายดิสนีย์ จะเปิดตัวกับ Disney plus ทางเลือกของผู้บริโภคน่าจะมีมากขึ้น

“ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์” วรรคทองที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยแต่ถ้ายังคิดว่าทำมาอย่างไร ก็ทำไปอย่างนั้น มองว่าผู้บริโภคที่รับชมรายการเป็นหมูในอวย จะส่ง Content ป่วยแค่ไหนออกมาก็ได้ จะเอาหนังเรื่องเดิมๆมาวนฉายเป็นสิบรอบก็ได้ ถ้าคิดเช่นนั้น ลองอ่านเรื่องเล่าสุดท้ายที่มีผู้ใช้บริการท่านหนึ่งคุยกับช่างติดตั้งกล่องรับสัญญาน แล้วเอาเรื่องดังกล่าวมาเล่าให้ผู้เขียนฟังนะคะ

หลังรอช่างให้มาปรับกล่องรับสัญญานที่มีปัญหาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ช่างก็พูดกับลูกค้าหลังจากเสร็จงานว่า : ช่าง “ช่วงนี้งานเยอะครับ” : ลูกค้า “มีคนสมัครสมาชิกเยอะซินะ” :  ช่าง “ไม่ใช่ครับมีสมาชิกยกเลิกเยอะ ผมต้องตระเวนไปหลายที่เลย”…. เรื่องนี้เมื่อฟังแล้วผู้เขียนนึกถึง บรรณาธิการรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ที่ปัจจุบันได้ดีอยู่ในแวดวงการเมืองไปแล้ว รุ่นพี่ท่านนั้นเคยพูดว่า

“ระบบสมาชิก คือเงินหมุนเวียนสำคัญที่ทำให้ หนังสือพิมพ์อยู่ได้ เมื่อคนสมัครสมาชิก ก็เท่ากับมีเงินทุนนอนอยู่ในธนาคารหลายล้าน และถ้ายอดสมาชิกไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง นั่นคือสิ่งที่ผู้บริหารต้องกังวล” สถานการณ์เช่นนี้ก็คงไม่ต่างกันกับระบบโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกสักเท่าไรใช่ไหมคะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ