เมื่อโลกของ “เนื้อหา” คือการทำซ้ำ

ใคร ๆ ก็บอกว่าเราอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารเป็นพระเอก มีคำพูดติดปากเหล่านักการตลาดที่จำมาจากวลีของบิล เกตส์ที่ว่า “Content is King” แต่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของแวดวงสื่อในเมืองไทย Content หรือ “เนื้อหา” คือ “ราชา” มันเป็นเช่นนั้นจริง หรือพูดให้ดูสวยหรู ทั้งที่ในความเป็นจริงคนทำสื่อกำลังจะตกงานในช่วงสิ้นเดือนนี้ ขณะเดียวกันโลกของข้อมูลข่าวสารก็กลายเป็นมหาสมุทรของเนื้อหา ที่ถูกเอามาทำซ้ำจนช้ำไปหมดแล้ว

1.

ณ ห้วงเวลานี้ถ้าคุณเปิดไปในแพลทฟอร์มที่รอดชีวิตมาจากยุคอนาลอก อย่างโทรทัศน์ ที่สิ้นเดือนสิงหาคมนี้คนทำ Content กำลังจะตกงานเป็นจำนวนมากหลังมีการคืนช่องทีวีดิจิตัล และคนจำนวนนี้กว่าครึ่งยังไม่สามารถปรับตัวกับโลกโซเชียลที่กำลังครองเมืองได้ ขณะเดียวกันเนื้อหาในแวดวงโทรทัศน์ ก็เหมือนได้นั่งดูโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เพราะข่าวเพียงข่าวเดียว เราจะได้เห็นเหมือนกันทุกช่อง

ไม่ต่างกันจากโลกโซเชียล หรือ สื่อสังคมออนไลน์ ที่หลายคนบอกว่า รวดเร็ว และ มีความแปลกใหม่ แต่ถ้าพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่า มีการคัดลอกข้อมูลกันจนกลายเป็นเรื่องปกติทำให้โลกโซเชียลกลายเป็นมหาสมุทรข้อมูล ที่ผู้คนต้องแหวกว่ายหาข้อเท็จจริงกันเอาเอง

.

2.

พัฒนาการของสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เรามีศัพท์ใหม่เรียกผู้คนที่แจ้งเกิดทางโลกโซเชียลว่า Influencer ดำรงชีวิตด้วยยอด Engagement และมีเหล่าดาราที่ผันตัวมาเปิดช่องเป็นของตัวเองเพื่อหารายได้ทาง Youtube และกลายเป็น Youtuber กัน แต่เนื้อหาก็ยังคงไม่มีอะไรใหม่ นอกจากเรื่อง กิน เที่ยว และ อวดความภูมิใจในรูปแบบต่างๆ และที่กำลังกลายเป็นกระแสในเวลานี้คือ การคุกคามผู้อื่นเพื่อจะสร้าง ไวรัล ให้เกิดขึ้นกับคลิปของตนเอง

นอกเหนือจากนี้ ตลาดที่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในวงการเนื้อหาก็ได้เริ่มต้นศักราชของ OTT (Over the top TV) หรือที่คนไทยชอบเรียกว่า วิดีโอสตรีมมิ่ง เป็นที่เรียบร้อย แน่นอนว่าการรับชมความบันเทิงภายในบ้านจะเปลี่ยนไป จากที่เมื่อก่อนเคยติดเคเบิ้ลทีวี พอมี OTT การได้เลือกชมความบันเทิง ตามที่ผู้รับชมต้องการนั้น บรรดาเจ้าของกล่องที่บังคับให้ซื้อแพคเกจ อาจจะต้องปรับกระบวนยุทธใหม่ในเวลาไม่เกิน 5 ปีต่อจากนี้

.

3.

การถือกำเนิดของ Search Engine ที่เรียกว่า Google ได้ทำให้หลายคนคิดว่า “โลกใบนี้ช่างแคบเหลือเกิน” และโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่ Google พัฒนาการค้นหามาได้ถึงจุดที่ พีคที่สุด โลกของการทำซ้ำก็เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ ทำให้โลกนี้ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ และทันทีที่มีอะไรใหม่ก็จะเกิดการทำซ้ำ ขึ้นทันทีแทบจะทั่วทุกมุมโลก

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างรายการ “Carpool Karaoke” ของเจมส์ คอร์เดน ที่โด่งดังในโลกยูทูป มากกว่าในทีวีกลายเป็นต้นแบบรายการ ขับรถคุยกับคนดังให้เห็นเกลื่อนในยูทูป หลายคนอาจจะแย้งว่า ไม่ได้เกิดการทำซ้ำ แต่เป็นการนำเอาแค่รูปแบบมาปรับใหม่ หรือที่ชอบใช้คำว่า “แรงบันดาลใจ”

แต่ที่น่ากังวลมากกว่าการทำซ้ำคือนักการตลาดหลายคน สนับสนุนให้เกิดการทำซ้ำ เมื่อเห็นว่า Influencer คนไหนกำลังได้รับความนิยม การใช้ Influencer ในการสร้างไวรัล หรือ ทำให้สินค้าของตนเองติดเทรนด์ กลายเป็นเรื่องปกติของข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ในปัจจุบัน

.

4.

เมื่อใช้การตลาด นำเนื้อหา สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้ก็คือ ความจริงที่อาจไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนทำสื่อเก่า ก็จะกลายเป็นคนเขียนข่าวโฆษณา โดยใช้เครดิตของการเป็นนักข่าว ทำให้ข่าวโฆษณา กลายเป็นข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ หรือในแวดวงเนื้อหาเกี่ยวกับบันเทิงและกีฬา เราจะเห็นว่ามีอยู่ยุคหนึ่งที่ทุกช่องหันไปถ่ายทอดสดมวย ทุกช่องก็จะเทไปตามกระแสโดยไม่ได้สนใจว่า มวยที่ถ่ายทอดสดนั้นมีคุณภาพสำหรับคนดูขนาดไหน

หรือช่วงหนึ่งที่ทุกช่องต้องซื้อ ซีรีส์เกาหลี ก็จะตามกันไปซื้อซีรีส์เกาหลี เพราะนักการตลาดบอกว่ากระแสกำลังมา พอหมด ยุคซีรีส์เกาหลี ก็ถือยุคของซีรีส์อินเดีย และ ปัจจุบันก็มาอยู่ที่ ซีรีส์จีน เราจึงได้เสพ Content ที่คล้าย ๆ กันในเกือบทุกช่อง

เช่นเดียวกันในสื่อสังคมออนไลน์ ในยุคหนึ่งเมื่อฮิตเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ หน้าฟีดของคุณก็จะเต็มไปด้วย บิวตี้บล็อกเกอร์ ฮิตขายของเอาฮาผ่านการ ไลฟ์ หรือ ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านการไลฟ์ ในเฟสบุ๊ค เราก็จะเห็นคนตั้งตัวเป็นกูรูนั่งไลฟ์ กันเต็มฟีดอีกเช่นกัน

ทั้งหมดที่เขียนถึงในข้างต้นนั้น คือการอธิบายถึงภาพที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน กับสิ่งที่เราถูกทำให้เชื่อว่า Content is King และถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วคงพอได้คำตอบในใจกันแล้วว่า Content is King นั้นแท้จริงแล้วเป็น “เนื้อหา” ที่เป็น “ราชา” หรือเป็น การตลาดที่คอยชักใยว่า “เนื้อหา” แบบไหนที่ควรเป็น “ราชา”