รู้จักกับ ‘ไข้เลือดออก’ โรคอันตรายที่หลายคนมองข้าม

ไข้เลือดออก โรคที่ร้ายแรงและมีอันตรายถึงชีวิตอย่างที่ทุกคนทราบกันดี ซึ่งในความเป็นจริงโรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี 4 คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 DENV-4 สายพันธุ์วนเวียนในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย และจากสถิติของผู้ป่วยในทวีปเอเชีย ประเทศไทยอยู่อันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์

ด้วยอากาศที่ค่อนข้างร้อนและฝนตกขาดช่วง ลูกน้ำยุงลายจึงมีปริมาณมากแถมยังเจริญเติบโตได้ดีท่ามกลางปัจจัยดังกล่าว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโรคไข้เลือดออกคร่าชีวิตผู้คนไปไม่น้อย ในขณะที่ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกเมื่อได้รับเชื้อรอบที่สองอาการอาจจะรุนแรงขึ้นกว่าครั้งแรก แต่หากหายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันสายพันธุ์อื่นเพียงชั่วคราว นอกจากนี้ด้วยความที่เชื้อไข้เลือดออกมี 4 สายพันธ์ุ ดังนั้นหากหายจากสายพันธุ์หนึ่งแล้วก็ยังมีโอกาสเป็นอีกได้จากการติดเชื้อจากอีกสายพันธุ์ อีกทั้งอาการที่รุนแรงกว่าครั้งแรกเพราะร่างกายจะคิดว่าเป็นเชื้อแบบครั้งแรกจึงผลิตภูมิคุ้มกันมากขึ้นจนกระทบเซลอื่นในร่างกาย สรุปว่าไม่มีทั้งภูมิคุ้มกันที่ตรงสายพันธุ์และร่างกายอ่อนแอลง อาการจึงหนักขึ้นได้

ในส่วนของอาการนั้น ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกีหากอาการไม่รุนแรงมากยังไม่ถือว่าเป็นไข้เลือดออกแต่จัดอยู่ในกลุ่มไข้เดงกี โดยจะมีอาการ ปวดหัว ปวดกระบอกตา เมื่อยล้าตามตัว มีผื่นขึ้น และอาจมีภาวะเลือดออกหรือไม่มีก็ได้ และในส่วนของไข้เลือดออกนั้น นอกจากจะมีอาการเดียวกันกับไข้เดงกีแล้วยังมีอาการอื่น ๆ บ่งชี้ลักษณะของโรคประกอบด้วย เช่น

  • ไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 – 7 วัน
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • พบจ้ำเลือดหรือจุดแดงเล็ก ๆ ตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกบริเวณอื่น เช่น เลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน หรือมีเลือดปนในปัสสาวะและอุจจาระ
  • ปวดท้องรุนแรง เจ็บชายโครงขวา
  • ในผู้ป่วยรายที่มีอาการรุนแรงอาจพบภาวะโลหิตไหลเวียนล้มเหลวหรือช็อก
การวินิจฉัยโรค

ด้วยอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกคล้ายกับอาการติดเชื้อของหลาย ๆ โรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ อาการไข้จากสาเหตุอื่น ดังนั้น นอกเหนือจากการซักประวัติผู้ปวยแล้ว แพทย์จะใช้การวินิจฉัยเม็ดเลือดเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ คือ

  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อหาความผิดปกติทางส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และความเข้มข้นของเลือด
  • ตรวจภูมิคุ้มกันต่อไข้เลือดออก
การรักษา

ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสสำหรับโรคไข้เลือดออก การรักษาจึงเป็นการประคับประคองอาการให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งในผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงมากนักอาการไข้เลือดออกจะหายภายใน 2 – 7 วัน

สถานการณ์การเกิดไข้เลือดออกยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในปีนี้คนไทยป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกแล้วเกินกว่า 28,000 ราย และเสียชีวิตแล้ว 43 ราย โดยคาดว่าทั้งปีจะมียอดผู้ป่วยรวมกว่าหนึ่งแสนราย

สรุปได้ว่าไข้เลือดออกนั้นไม่อันตรายถึงชีวิต เพียงแต่ผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เมื่อไข้ลดผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้วจึงหยุดการรักษา ทั้งที่ในความจริงเชื้อกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งอาจนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เอาเป็นว่าใครที่มีอาการไข้ขึ้นเกิน 2 วันควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการโดยด่วน หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีถือเป็นเรื่องดีแก่ตัวเราเอง และหมั่นทำลายแหล่งกำเนิดลูกน้ำยุงลายตามจุดต่าง ๆ เพื่อยับยั้งการแพร่ของยุงลายลดการเกิดโรคไข้เลือดออกได้